พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๙ - มรณาสันนวิถี
มรณาสันนวิถี เป็นวิถีจิตใกล้จะตาย คือ เมื่อมรณาสันนวิถีเกิดขึ้นแล้ว จุติจิตย่อมเกิดขึ้นในลำดับที่ใกล้เคียงกัน จะไม่มีวิถีจิตที่มีอารมณ์เป็นอย่างอื่นเกิดคั่นระหว่างจุติจิตเลย
ในมรณาสันนวิถีนี้ มีชวนจิตเกิดขึ้นเพียง ๕ ขณะเท่านั้น เพราะเหตุที่จิตมีกำลังอ่อนเนื่องจากอำนาจของกรรมที่ส่งมานั้นใกล้จะหมดอำนาจอยู่แล้ว และอีกประการหนึ่งหทัยวัตถุอันเป็นกรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของจิตมีแต่เสื่อมกำลังไปเรื่อยๆ กำลังของจิตก็อ่อน เมื่อสุดมรณาสันนวิถีแล้ว ต่อจากนั้นจุติจิตก็เกิดขึ้น ๑ ขณะเท่านั้น ซึ่งเรียกว่า “สัตว์ถึงความตาย”
ในทันทีที่จุติจิตดับลง ปฏิสนธิจิตต้องเกิดอย่างแน่นอน โดยไม่มีจิตอื่นมาคั่นในระหว่างเลยนี้หมายถึงจิตของสัตว์ทั่วไป แต่ถ้าเป็นจิตของพระอรหันต์แล้ว เมื่อจุติจิตหรือจิตดวงสุดท้ายดับลงแล้วก็เข้าสู่นิพพาน ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
มรณาสันนวิถีของปุถุชนและบุคคลทั้งหลายเมื่อใกล้จะตาย ก่อนที่จุติจิตจะเกิดขึ้น ถ้ามีรูป เสียง กลิ่น รส หรือสัมผัส เป็นอารมณ์ มรณาสันนวิถีเช่นนี้ เรียกว่า มรณาสันนวิถีทางมโนทวาร

อารมณ์ของมรณาสันนวิถี

ธรรมดาว่า สัตว์ทั้งหลายที่ยังไม่สำเร็จพระอรหันต์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เทวดา หรือพรหม ก็ตาม เมื่อใกล้จะตาย จะมีนิมิต ๓ ประการเกิดขึ้น คือ กรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น โดยจิตได้หน่วงหรือยึดเอานิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ในนิมิตทั้ง ๓ อย่างนี้ ถือเอามาเป็นอารมณ์ (เครื่องยึดหน่วง) โดยมีนิมิตทั้ง ๓ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏในทวารใดทวารหนึ่งในจำนวนทวารทั้ง ๖ คือ
๑. กรรม
๒. กรรมนิมิต
๓. คตินิมิต
๑. กรรม ได้แก่กรรมอารมณ์ (อารมณ์คือกรรม) ที่เกี่ยวกับกุศล อกุศล
กรรมอารมณ์ที่เกี่ยวกับกุศลนั้น ได้แก่ บุญกุศลที่ตนได้กระทำมาแล้ว เช่น การให้ทาน การรักษาศีล การฟังธรรม หรือการเจริญภาวนา ในสมัยเมื่อตนได้สร้างบุญกุศลเหล่านี้ ตนปีติโสมนัสอย่างไรเมื่อจวนจะใกล้ตาย ก็จะเป็นเหตุให้นึกถึงบุญกุศลนั้น มีปีติโสมนัสเกิดขึ้น คือมีจิตใจหน้าตาแช่มชื่นเบิกบาน คล้ายกับว่าตนกำลังทำบุญให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม หรือเจริญภาวนาอยู่ในขณะนั้น จึงมักตายจากไปอย่างสงบ ไม่หลงตาย
ส่วนกรรมารมณ์ที่เป็นอกุศลนั้น คือ ตนเคยทำบาปอกุศลอย่างใดมา เช่น เคยฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เคยถูกจองจำเพราะทำทุจริต หรือเคยโกรธแค้นพยาบาท เป็นต้น ก็ให้นึกบาปกรรมที่ตนเคยทำไว้ ทำให้มีความเสียใจ มีความเศร้าหมอง หรือมีความโกรธขึ้นแก่ตนอยู่ในขณะเมื่อจวนจะตายนั้น จึงมักตายจากไปอย่างกระสับกระส่าย หรือหลงตาย
กรรมารมณ์เป็นความรู้สึกทางใจจึงปรากฏได้ทางใจหรือทางมโนทวารอย่างเดียว ถ้ากรรมารมณ์ฝ่ายกุศลมาปรากฏก็นำไปสู่สุคติ
๒. กรรมนิมิต คือ เครื่องหมายหรืออุปกรณ์ในการทำกรรม ได้แก่ อารมณ์ ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย หรือภาพที่รู้ทางใจ ที่เกี่ยวกับการทำกรรมของตนแต่ละบุคคลที่ตนเคยทำไว้แล้ว ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ย่อมแสดงนิมิตเครื่องหมายออกมาให้ปรากฏเมื่อจวนจะตาย
ถ้าเป็นฝ่ายบุญกุศล ก็ทำให้รู้เห็นเครื่องหมายแห่งบุญกุศลที่ตนเคยทำแล้ว เช่น โบสถ์ วิหาร โรงเรียน โรงพยาบาลที่ตนเคยสร้าง เห็นภาพพระภิกษุที่ตนเคยบวช หรือบวชลูกหลาน เห็นพระพุทธรูปที่ตนเองเคยสร้าง เห็นขันข้าวหรือทัพพีที่ตนเคยตักบาตร เป็นต้น หรือภาพนิมิตแห่งกิริยาอาการที่ตนเคยทำบุญกุศลนั้น ๆ มาปรากฏแก่ตนในเมื่อเวลาจวนจะตาย เมื่อจิตหน่วงเอาภาพนิมิตนั้นมาเป็นอารมณ์ ให้เห็นเป็นนิมิตเครื่องหมาย หรือเครื่องหมาย หรืออุปกรณ์ในการทำบุญกุศลต่างๆ เหล่านั้นที่ตนเคยทำมา ก็ย่อมนำไปเกิดในสุคติ เพราะมีจิตใจเบิกบานไม่เศร้าหมอง
แต่ถ้ากรรมนิมิตที่เป็นอกุศลกรรม เช่น เคยฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ มาปรากฏ ก็ทำให้เห็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการทำกรรม เช่น เห็นหอก ดาบ อวน เห็นเครื่องประหาร เบียดเบียนสัตว์ที่เคยใช้ในการทำบาปมาแล้ว เป็นต้น บางคนทำให้สะดุ้งหวาดเสียว ร้องไห้เสียงลั่นคิดว่าจะมีคนมาทำร้ายตน บางคนถ้าเคยฆ่าหมู ก็ร้องเสียงเหมือนหมู ฆ่าวัวก็ร้องเสียงเหมือนวัว ถ้าเคยชนไก่ก็เอาหัวแม่มือทั้ง ๒ ของตนชนกัน แล้วร้องเหมือนเสียงไก่ชน ถ้ากรรมนิมิตฝ่ายบาปอกุศลมาปรากฏเป็นอารมณ์เมื่อจวนตายเช่นนี้ ก็ย่อมนำไปเกิดในทุคติ
กรรมนิมิตทั้งฝ่ายกุศล และอกุศลดังกล่าวมาแล้วนั้น ถ้าเป็นเพียงคิดถึงสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วนั้น นิมิตนั้น ๆ จะปรากฏทางมโนทวาร เป็นอตีตารมณ์ (อารมณ์อดีต) แต่ถ้าเห็นด้วยตาจริง ๆ ได้ยินด้วยหูจริง ๆ ได้กลิ่นรู้รส ถูกต้องสัมผัสทางกายจริงๆ ได้ยินด้วยหูจริงๆ ได้กลิ่นรู้รส ถูกต้องสัมผัสทางกายจริงๆ ก็เป็นนิมิตที่ปรากฏทางปัญจทวาร และเป็นอารมณ์ในปัจจุบัน
๓. คตินิมิต คือ นิมิต หรือเครื่องหมายที่บ่งบอกให้ทราบถึงคติหรือภพที่จะไปเกิด จะไปเกิดในสุคติภพก็มีนิมิตบ่งบอกให้ทราบ จะไปเกิดในทุกคติก็มีนิมิตบ่งบอกให้ทราบ
ถ้าเป็นคตินิมิตที่จะนำไปสู่สุคติ ก็จะปรากฏเป็นปราสาทราชวัง วิมาน ทิพยสมบัติ เทพบุตรเทพธิดา เห็นครรภ์มารดา เห็นวัดวาอาราม เห็นบ้านเรือนผู้คน หรือเห็นพระภิกษุสามเณรซึ่งล้วนแต่เห็นสิ่งที่ดี ๆ อย่างเช่น ธัมมิกอุบาสก เห็นรถทิพย์ ๖ คัน มาจากสวรรค์ทั้ง ๖ ในขณะที่ตนจวนจะตาย ซึ่งกล่าวไว้ในอรรถกถาธรรมบท เป็นต้น
ถ้าเป็นคตินิมิตที่จะนำไปสู่ทุคติ ก็มีสิ่งที่อยู่ในภพชาติที่จะไปเกิดใหม่นั้นมาปรากฏให้เห็นถ้าจะไปเกิดในนรก ก็ปรากฏเห็นเป็นเปลวไฟนรก เห็นนายนิรบาล เห็นสุนัข เห็นแร้งกา เป็นที่กำลังจะเข้าทำร้ายตน ถ้าจะเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ก็จะเห็นเหว ถ้ำ ป่าทึบ หรือทุ่งหญ้าหนองน้ำ เป็นต้น ที่ตนจะต้องไปเกิด
คตินิมิตจะปรากฏได้ในทวารทั้ง ๖ แต่ที่ปรากฏส่วนมากทางจักษุทวารและมโนทวาร คือเห็นทางตา และทางใจเป็นส่วนมาก และจัดเป็นอารมณ์ในปัจจุบัน
อารมณ์ของมรณาสันนวิถีนี้ อาจจะเป็นกรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งมาปรากฏแก่วิถีจิตที่ใกล้ชิดกับจุติจิตที่สุด หรือจะเรียกว่า “เป็นการฝันครั้งสุดท้ายในชีวิต” ก็ได้ ถ้าฝันไม่ดี คือ เห็นอารมณ์นิมิตไม่ดี ก็ไม่เกิดในทุคติ ถ้าฝันดีก็ไปสุคติ