พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๙ - มรรควิถี
มรรควิถี คือ วิถีจิตของพระอริยบุคคลผู้บรรลุมรรคผล มี ๒ ประเภท คือ
ก. มรรควิถีของมันทบุคคล
ข. มรรควิถีของติกขบุคคล
มรรควิถีของมันทบุคคล มีขณะจิตและวิถีจิตเกิด ดังนี้
๑. ภวังคจลนะ ๑ ขณะจิต
๒. ภวังคุปัจเฉทะ ๑ ขณะจิต พ้นวิถี ๒ ขณะจิต
๓. มโนทวาราวัชชนะ ๑ ขณะจิต ๑ วิถี
๔. ปริกรรม ๑ ขณะจิต ๑ วิถี
๕. อุปจาร ๑ ขณะจิต ๑ วิถี
๖. อนุโลม ๑ ขณะจิต ๑ วิถี ๘ ขณะจิต ๗ วิถี
๗. โคตรภู ๑ ขณะจิต ๑ วิถี
๘. มรรค ๑ ขณะจิต ๑ วิถี
๙-๑๐. ผล ๒ ขณะจิต ๑ วิถี

ภวังค์ต่อไป
ส่วนมรรควิถีของติกขบุคคล มีขณะจิตและวิถีจิตเกิด ดังนี้
๑. ภวังคจลนะ ๑ ขณะจิต
พ้นวิถี ๒ ขณะจิต
๒. ภวังคุปัจเฉทะ ๑ ขณะจิต
๓. มโนทวาราวัชชนะ ๑ ขณะจิต ๑ วิถี
๔. อุปจาร ๑ ขณะจิต ๑ วิถี
๕. อนุโลม ๑ ขณะจิต ๑ วิถี ๘ ขณะจิต ๖ วิถี
๖. โคตรภู ๑ ขณะจิต ๑ วิถี
๗. มรรค ๑ ขณะจิต ๑ วิถี
๘-๑๐. ผล ๓ ขณะจิต ๑ วิถี
อธิบาย
บุคคลผู้จะได้บรรลุมรรคผลได้นั้น จะต้องเจริญวิปัสสนาเพื่อฝึกฝนปัญญาให้แก่กล้าขึ้นโดยลำดับ จนถึงวิปัสสนาญาณ มีนามรูปปริจเฉทญาณ (ญาณกำหนดรู้นามรูป) ไปจนถึงสังขารุเปกขาญาณ (ญาณที่เข้าไปเพ่งเฉยต่อสังขารทั้งปวง) เมื่อปัญญามีกำลังพอที่จะได้บรรลุมรรคผลอันมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยพิจารณาเห็นนามรูปเป็นไตรลักษณ์ (คือไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา) ก่อนที่มรรคผลจะเกิดขึ้นนั้น ทำให้ภวังคจลนะ คือภวังคจิตไหวและภวังคุปัจเฉทะ คือจิตตัดกระแสภวังค์ แล้วขึ้นสู่วิถีทางมโนทวาร เมื่อมโนทวาราวัชชนะจิตดับไป มหากุศลญาณสัมปยุตดวงใดดวงหนึ่งใน ๔ ดวงนั้น ก็เกิดขึ้นทำหน้าที่เสวยรสแห่งอารมณ์ คือ ชวนกิจ ๔ ขณะ คือ
ขณะที่ ๑ เรียกว่า บริกรรม มีนามรูปเป็นอารมณ์ โดยความเป็นไตรลักษณ์ คือ จิตดวงนี้รับอารมณ์ที่ปัญญาได้ทำให้บริสุทธิ์คือปลอดจากวิปัสสนูปกิเลสแล้วนำมาประหารอนุสัยกิเลส
ขณะที่ ๒ เรียกว่า อุปจาร มีนามรูปเป็นอารมณ์ โดยพิจารณานามรูปว่าเป็นไตรลักษณ์เช่นกัน แต่เป็นจิตที่ใกล้ (อุปจาร) จะถึงความเป็นมรรคผลยิ่งขึ้น
ขณะที่ ๓ เรียกว่า อนุโลม คือ จิตดวงนี้เป็นผู้ทำการดับอารมณ์ของโลกิยะให้หมดสิ้นไป
ขณะที่ ๔ เรียกว่า โคตรภู คือ เมื่ออนุโลมชวนะดับไปแล้ว โคตรภูชวนะก็เกิดขึ้นทันที มีสภาพหน่วงเอาพระนิพพานมาเป็นอารมณ์แก่มรรคจิต โคตรภูนี้เป็นจิตที่ครอบโคตร คือ อยู่ในระหว่างโลกิยจิตกับโลกุตตรจิต คือเป็นชวนจิตที่ทิ้งจากอารมณ์ที่เป็นโลกีย์ มาสู่อารมณ์ที่เป็นโลกุตตระ คือพระนิพพาน หรือเรียกว่า เป็นจิตที่กำลังข้ามจากตระกูลปุถุชนไปสู่ตระกูลอริยะ
เมื่อโคตรภูจิตดับแล้ว มรรคจิตก็เกิดขึ้น ในลำดับของโคตรภูจิตนั้น และมรรคจิตนั้นเมื่อเกิดขึ้น ก็เหนี่ยวเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง เจริญมรรคให้เกิดขึ้น ทำกิจในอริยสัจ ๔ เกิดขึ้นทำลายกิเลสให้หมดไป ตามกำลังของตนที่เกิดขึ้นในขณะจิตเดียวแล้วก็ดับไป
ผลจิตก็หน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นในลำดับของมรรคจิตนั้น และจิตนี้เกิดขึ้น ๒ ขณะบ้าง ๓ ขณะบ้าง แล้วตกภวังค์
ในมรรคชวนวิถี ชวนจิตเกิดขึ้น ๗ ขณะเท่านั้น คือ ถ้าผู้ที่จะบรรลุมรรคผลนั้น เป็น ทันธาภิญญาบุคคล คือผู้บรรลุช้า ชวนจิตดวงแรก เป็น บริกรรม ดวงที่ ๒ เป็น อุปจาร ดวงที่ ๓ เป็น อนุโลม ดวงที่ ๔ เป็น โคตรภู ดวงที่ ๕ เป็น มรรค ชวนจิตดวงที่ ๖ และที่ ๗ เป็นตัว ผล แต่ถ้าเป็นขิปปาภิญญาบุคคล (ติกขบุคคล ชวนจิตดวงแรกเป็น อุปจาร ส่วนชวนจิต ๓ ดวงสุดท้ายเป็น ผล)
ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวว่า “ผลจิตเกิดขึ้นในลำดับของมรรคจิต ๒ ขณะ บ้าง ๓ ขณะบ้างแล้วตกภวังค์”
มรรควิถีของพระอริยบุคคลทั้ง ๔ จำพวก คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เกิดขึ้นในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ทั้งสิ้น แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในวิถีจิตเดียวกัน