พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๙ - มโนทวารวิถี

ในปัญจทวารวิถีที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น มีอารมณ์ ๕ (ปัญจารมณ์) ได้แก่ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ และโผฏฐัพพารมณ์ อารมณ์ทั้ง ๕ นี้ เมื่อกล่าวโดยสภาวธรรมแล้วก็ได้แก่วิสัยรูป ๗ คือ วัณณะ (สี) สัททะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รสะ (รส) ปฐวี (ธาตุดิน) เตโช (ธาตุไฟ) วาโย (ธาตุลม) รูปเหล่านี้จะเป็นอารมณ์แก่วิถีจิตได้ ต้องเป็นไปในปัจจุบันอย่างเดียว คือ รูปเหล่านี้ต้องกำลังปรากฏอยู่ จึงจะเป็นอารมณ์แก่ปัญจทวารวิถีได้
ส่วนในมโนทวารวิถีนั้น จิตสามารถรับอารมณ์ทั้ง ๖ ได้หมด ไม่จำกัดว่าจะเป็นปัจจุบัน อดีต หรืออนาคต แม้แต่ในกาลวิมุตตารมณ์ (คือพระนิพพานและบัญญัติ) ในมโนทวารวิถีก็รับได้
มโนทวารวิถี มีอารมณ์ได้ ๖ คือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ และธัมมารมณ์ (อารมณ์ที่เกิดขึ้นทางใจ) ทั้งที่เป็นปรมัตถ์และบัญญัติ ธัมมารมณ์ จึงไม่จำกัดว่าจะเป็นปัจจุบัน อดีต อนาคต หรือ กาลวิมุต ก็เป็นอารมณ์แก่มโนทวารวิถีได้ทั้งสิ้น
ในมโนทวารวิถีนี้ มีความเป็นไปของอารมณ์ได้ ๒ คือ
ก. วิภูตารมณ์ ได้แก่อารมณ์ ๖ ที่ปรากฏทางใจชัดเจนมากที่สุด ทำให้วิถีจิตเกิดได้มากที่สุด จนถึงตทาลัมพนวาระ
ข. อวิภูตารมณ์ ได้แก่อารมณ์ ๖ ที่ปรากฏทางใจชัดเจนน้อยกว่าวิภูตารมณ์ ทำให้วิถีจิตเกิดได้เพียงแต่ชวนะแล้วก็สิ้นสุดวิถี ไม่ถึงตทาลัมพนวาระ
วิภูตารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ชัดเจน อันปรากฏทางมโนทวารในขณะนั้น ภวังคจลนะ
มโนทวาราวัชชนะ ชวนะ และวิบากจิตที่ทำหน้าที่ตทาลัมพนะ ย่อมเกิดขึ้นในที่สุดแห่งชวนะต่อจากนั้นก็เป็นภวังคบาต (จิตตกลงสู่ภวังค์)
วิภูตารมณ์วิถีนี้ สามารถจะรับอารมณ์อันต่อเนื่องมาจากปัญจทวารวิถีได้ และสามารถรับอารมณ์ทางมโนทวารวิถีที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต และกาลวิมุตได้

วิภูตารมณ์วิถีมี ๒ ประเภท คือ

๑. สุทธมโทวารวิถี คือ วิถีที่เกิดทางมโนทวารโดยตรง
๒. ตทนุวัตติกมโนทวารวิถี คือวิถีที่ต่อเนื่องมาจากปัญจทวาร

วิภูตารมณ์ที่ต่อเนื่องมาจากปัญจทวารวิถีนั้น เป็นตทาลัมพนวาระ (มีตทาลัมพนะเป็นที่สุด) มี ๑๒ ขณะจิต ๓ วิถี คือ

วิภูตารมณ์วิถี เป็นวิถีจิตที่มีอารมณ์ทางใจปรากฏชัดเจนที่สุด มีขณะจิตเกิด ดังนี้
ภวังคจิตที่ไหวรับอารมณ์ใหม่ เรียกว่า ภวังคจลนะ ภวังคจิตดวงต่อมาที่ปล่อยจากอารมณ์เก่าเพื่อรับอารมณ์ใหม่นั้น เรียกว่า ภวังคุปัจเฉทะ
ต่อจากนั้น มโนทวาราวัชชนจิต ก็เกิดขึ้นรับอารมณ์ใหม่นั้น ๑ ขณะ พร้อมกับทำหน้าที่กำหนดอารมณ์นั้นโดยความเป็นกุศลหรืออกุศล
เมื่อมโนทวาราชัชนจิตดับลง ชวนจิตก็เกิดขึ้นเพื่อเสวยรสของอารมณ์ทางจิตติดต่อกันไป ๗ ขณะ เพราะอารมณ์ที่เป็นวิภูตารมณ์นี้ชัดเจนมาก จึงมีกำลังมาก ทำให้ตทาลัมพนะเกิดต่อจากชวนจิตดวงที่ ๗ อีก ๒ ขณะ เพื่อรับรู้อารมณ์ต่อจากชวนจิตนั้นแล้วจึงสุดวิถี แต่เมื่อกล่าวโดยวิถีจิตแล้ว มีวิถีจิตในมโนทวารวิถีนี้เพียง ๓ วิถีเท่านั้นคือ มโนทวาราวัชชนะ ชวนะและตทาลัมพนะ แต่เมื่อกล่าวโดยขณะจิตแล้ว มีขณะจิต ๑๒ ขณะ
มีข้อที่น่าสังเกตอยู่ว่า ในมโนทวารวิถี ไม่มีอตีตภวังค์ ทั้งนี้ก็เพราะว่า อารมณ์ที่ปรากฏทางมโนทวารวิถีนี้ไม่มีการกระทบกับภวังคจิตก่อนเหมือนในปัญจทวารวิถี หากแต่จิตเกิดขึ้นโดยรำพึงถึงอารมณ์ก่อนแล้ว จึงน้อมไปในอารมณ์นั้น ส่วนในปัญจทวารวิถีนั้น อารมณ์เป็นปัจจัยมากระทบกับทวารโดยตรง แล้วภวังค์จึงไหวตัวขึ้นรับอารมณ์ จึงมีอตีตภวังค์ได้

อวิภูตารมณ์

อวิภูตารมณ์วิถี เป็นวิถีจิตที่มีอารมณ์ไม่ปรากฏชัดทางใจ คือ วิถีจิตนี้รับอารมณ์ทาง มโนทวารแต่ไม่เข้าถึงการเสวยรสแห่งอารมณ์นั้น จิตเพียงขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ที่มโนทวาราวัชชนจิตเท่านั้นแล้วก็ตกลงสู่วังค์ อวิภูตารมณ์ย่อมเกิดในขณะที่คิดถึงอารมณ์ ๖ ที่ละเอียดสุขุม ทั้งที่เป็นปรมัตถ์และบัญญัติ แต่ขณะคิดไม่ออก จำไม่ได้ หรือบางครั้งก็เกิดขึ้นขณะฝันเลือนลางไม่ชัดเจนคล้ายอาการของคนที่นอนหลับไม่สนิท

สุบินวิถี จิตในขณะฝัน

สุบินวิถี คือวิถีจิตที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับไม่สนิท เรียกความเป็นไปในขณะนั้นว่า "ฝัน" และวิถีที่เกิดขึ้นในขณะฝันนี้เป็นกามชวนะที่เกิดทางมโนทวาร คือการรับกามอารมณ์ทางใจเท่านั้น วิถีฝันหรือสุบินวิถีไม่อาจเกิดทางปัญจทวารได้เลย
นิมิตที่เป็นความฝันของบุคคลนั้น ย่อมมีชัดเจนมากบ้าง ชัดเจนน้อยบ้าง หรือบางครั้งก็ชัดเจนน้อย จนไม่รู้เรื่องราวในฝันนั้นเลยก็มี ด้วยเหตุนี้ วาระของสุบินวิถีจิตมีได้ ๔ วาระ คือ
๑. สุบินวิถีที่เป็นตทาลัมพนะวาระ
๒. สุบินวิถีที่เป็นชวนวาระ
๓. สุบินวิถีที่เป็นโวฏฐัพพนวาระ
๔. สุบินที่เป็นโมฆวาระ
สุบินวิถีที่เป็นตทาลัมพนวาระและชวนวาระ คือ ความฝันที่สามารถรู้เรื่องราวได้ชัดมากและชัดน้อย คือการเข้าถึงการเสวยอารมณ์นั้น ย่อมเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล เรียกสุบินวิถีทั้ง ๒ วาระนี้ว่า “กุสลากุสลสุบินวิถี คือวิถีจิตที่เกิดขึ้นเป็นความฝันในเรื่องที่เป็นกุศลและอกุศล” แต่กุศลและอกุศลหรือบุญบาปที่เกิดในเวลาฝันนี้เจตนามีกำลังน้อยไม่แรงกล้าเหมือนเวลาที่เสวยอารมณ์ในขณะตื่นอยู่ ฉะนั้น บุญบาปที่ได้ในขณะฝันนี้ จึงไม่สามารถนำให้ไปปฏิสนธิในสุคติหรือทุกคติได้ คงให้ผลได้บ้างในปวัตติกาลเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับล่วงกรรมบถ เพราะเจตนาในขณะฝันนั้นได้เกิดขึ้นในอารมณ์ที่ไม่เป็นปกติ และจิตที่รับอารมณ์ก็ไม่เป็นปกติ จึงไม่ถึงความเป็นกรรมบถ
ส่วนสุบินวิถีที่เป็นโวฏฐัพพนาวาระและโมฆวาระเป็นความฝันที่ไม่เข้าถึงการเสวยอารมณ์ เพราะไม่อาจรู้นิมิตในฝันได้ ดังความฝันของคนที่ไม่อาจจำเรื่องราวอะไรได้ จึงจัดเป็น “อัพยากตสุบินวิถี วิถีจิตที่เกิดขึ้นในขณะฝันอันไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป” (อัพยากฤต)

เหตุให้เกิดความฝัน ๔ ประการ

ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ถือว่าความฝันที่เป็นจริงก็มี ที่ไม่จริงก็มี และความฝันนั้นย่อมเกิดขึ้นได้จากเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. ปุพพนิมิต คือ ความฝันที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ตนได้เคยทำไว้แล้วแต่อดีต และเมื่อเวลาที่กรรมนั้นจะให้ผลเป็นความสุขหรือเป็นความทุกข์ อำนาจแห่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมมีกำลังแรงมากระตุ้นใจ ทำให้เกิดเป็นความฝันขึ้นก่อนที่จะรับผลของกรรมนั้นๆ ได้ ความฝันที่เกิดจากอำนาจของกรรมนี้ เรียกว่า ปุพพนิมิตหรือกรรมนิมิต เป็นความฝันประการเดียวที่จะบอกเหตุการณ์ในความฝันว่าเป็นจริงตามที่ฝันอย่างแน่นอน อย่างเช่น พระนางสิริมหามายา ทรงสุบินนิมิตในการเห็นช้างเผือก อันเป็นนิมิตหมายในการได้พระโอรส เป็นต้น
๒. จิตอาวรณ์ คือ ความฝันที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจจิตหน่วงอารมณ์ที่ตนได้เคยได้เห็นได้ยิน หรือได้พบมา แล้วเก็บเอาอารมณ์นั้นมาฝัน ความฝันชนิดนี้เกิดด้วยจิตใจจดจ่อผูกพันอารมณ์นั้นเป็นพิเศษ จึงเรียกว่า เกิดจาก “จิตอาวรณ์” ความฝันชนิดนี้ไม่จริง เพราะเกิดจากใจที่ไปจดจ่ออารมณ์นั้นๆ จึงทำให้เก็บเอามาคิดฝันขึ้น เช่น ฝันว่าได้เที่ยวหรือได้พบเป็นสิ่งนั้นๆ ที่ตนเคยพบเป็นมาก่อน เป็นต้น
๓. เทพสังหรณ์ คือ ความฝันที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจเทวดาที่มาบอกเหตุร้าย เหตุดีชี้นิมิตฝันให้ปรากฏเป็นความฝัน จากเหตุที่เป็นจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เอาเป็นที่แน่นอนไม่ได้กล่าวคือ ถ้าเป็นเทวดาสัมมาทิฏฐิมาให้ฝัน ก็มีความรักใคร่จะสงเคราะห์จึงบอกสิ่งที่เป็นจริงให้ทราบ แต่ถ้าเป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิที่เกลียดชัง ปรารถนาจะให้ได้รับทุกข์ภัย ก็บอกลวงให้ไม่เป็นความจริง
๔. ธาตุกำเริบ (ธาตุโขภะ) คือความฝันที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจธาตุกำเริบ เช่น เป็นไข้หรือท้องไส้ไม่ปกติ ก็ทำให้ฝันไปต่าง ๆ เช่น ฝันว่าตกจากภูเขา หรือเหาะลอยไปในอากาศ หรือประสบอันตราย เช่น โจรปล้น หรือถูกตำรวจจับ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพราะว่าขณะนอนหลับนั้นไม่สนิท เพราะเหตุที่ธาตุกำเริบ จึงทำให้ฝัน ความฝันชนิดนี้ก็ไม่จริง
เหตุทั้ง ๔ ประการ ดังกล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นมูลเหตุแก่สุบินนิมิต (ฝัน) ก็จริงแต่เมื่อว่าถึงมูลเหตุอันแท้จริงที่เป็นเหตุไกลออกไปแล้ว ได้แก่วิปลาสกิเลส (กิเลสที่ทำให้เข้าใจผิด) มีสัญญาวิปลาส เป็นต้น แต่พระอรหันต์ทั้งหลาย ย่อมไม่มีการฝันเลย เพราะท่านปราศจากวิปลาสแล้ว และเพราะท่านมีสติสมบูรณ์ที่สุด

วิถีจิตของทารก

ทารกที่อยู่ครรภ์มารดา ย่อมมีวิถีจิตเกิดได้เช่นกัน คือ มโนทวารวิถีย่อมเกิดก่อนวิถีจิตอื่น คือ เกิดตั้งแต่ภายหลังปฏิสนธิและหลังจากที่ภวังคจิตเกิดแล้ว ๑๖ ขณะจิตเป็นต้นมา
ปัญจทวารวิถีเกิดได้ ๓ คือ โสตทวารวิถี ชิวหาทวารวิถี และกายทวารวิถี ในปัญจทวารวิถีทั้ง ๓ ประการนี้ กายทวารวิถีเกิดก่อน เพราะกายปสาทรูปเกิดพร้อมกันกับปฏิสนธิวิญญาณ ส่วนโสตทวารวิถี และชิวหาทวารวิถี เกิดในสัปดาห์ที่ ๑๑ หลังจากปฏิสนธิกาล
แต่จักขุทวารวิถีและฆานทวารวิถีจะเกิดก็ต่อเมื่อคลอดจากครรภ์มารดา และทารกเริ่มมีความสนใจในอารมณ์นั้นแล้ว

ความแตกต่างระหว่างปัญจทวารวิถีและมโนทวารวิถี

กามวิถี เป็นจิตที่มีกามธรรมเป็นอารมณ์ มี ๒ คือ
๑. ปัญจทวารวิถี คือกามวิถีที่เกิดทางปัญจทวาร
๒. มโนทวารวิถี คือกามวิถีที่เกิดทางมโนทวาร

วิถีจิตทั้ง ๒ ประเภทนี้ มีความแตกต่างกัน ดังนี้
ปัญจทวารวิถี มโนทวารวิถี
   ๑. ต้องมีอตีตภวังค์เสมอ
   ๒. มีวิสยัปปวัตติ ๔ คือ อติมหันตารมณ์ มหันตารมณ์ ปริตตารมณ์ และอติปริตตารมณ์
   ๓. อาศัยเกิดได้ใน ๕ ทวาร
   ๔. อาศัยวัตถุ ๕ เกิด คืออาศัย จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา และกายวัตถุ
   ๕. มีรูปธรรมเป็นอารมณ์
   ๖. มีอารมณ์ ๕ เช่น รูป เป็นต้น
   ๗. เกิดแก่กามบุคคล และรูปบุคคล ตามสมควรแก่ทวาร
   ๘. มีอารมณ์เป็นปัจจุบันอย่างเดียว
   ๙. มีวิถีจิตเกิดได้มากถึง ๗ อย่าง คือ
      ๑) อาวัชชนะ
      ๒) ปัญจวิญญาณ
      ๓) สัมปฏิจฉันนะ
      ๔) สันตีรณะ
      ๕) โวฏฐัพพนะ
      ๖) ชวนะ
      ๗) ตทาลัมพนะ
   ๑๐. มีเฉพาะรูปปรมัตถ์เท่านั้นเป็นอารมณ์
   ๑๑. มีขณะจิตเกิดได้ ๑๔ ขณะ ถ้านับภวังคจิต ๓ เข้าด้วยก็ได้ ๑๗ ขณะ
   ๑๒. มีเวทนา ๕ คือ
      ๑) สุขเวทนา
      ๒) ทุกขเวทนา
      ๓) โสมนัสสเวทนา
      ๔) โทมนัสสเวทนา
      ๕) อุเบกขาเวทนา
   ๑. ส่วนมากไม่มี
   ๒. มีวิสยัปปวัตติ ๒ คือ วิภูตารมณ์ และอวิภูตารมณ์
   ๓. อาศัยเกิดได้ทางมโนทวารอย่างเดียว
   ๔. อาศัยหทัยวัตถุในปัญจโวการภูมิ (ภูมิที่มีขันธ์ ๕) แต่ในจตุโวการภูมิ (ภูมิมีขันธ์ ๔ คืออรูปภูมิ) ไม่อาศัยวัตถุเลย
   ๕. มีทั้งรูปธรรม นามธรรม และบัญญัติเป็นอารมณ์
   ๖. มีอารมณ์ ๖ ทั้งหมด
   ๗. เกิดได้ทั้งกามบุคคล รูปบุคคล และอรูปบุคคล
   ๘. มีอารมณ์ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต และกาลวิมุต
   ๙. มีวิถีจิตเกิดได้ ๓ อย่างคือ
      ๑) อาวัชชนะ
      ๒) ชวนะ
      ๓) ตทาลัมพนะ
   ๑๐. มีทั้งปรมัตถธรรมทั้ง ๔ และบัญญัติเป็นอารมณ์
   ๑๑. มีขณะจิตเกิด ๑๐ ขณะ ถ้านับภวังคจิตด้วยก็ได้ ๑๒ ขณะ
   ๑๒. มีเวทนาเพียง ๓ คือ
      ๑) โสมนัสเวทนา
      ๒) โทมนัสสเวทนา
      ๓) อุเบกขาเวทนา

อาคันตุกภวังค์

อาคันตุกภวังค์ คือ “ตทาลัมพนจิต” ๒ ดวง ในขณะที่ ๑๖, ๑๗ ของวิถี และจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อ “ชวนจิต” ดวงสุดท้ายของวิถีกับอตีตภวังค์หรือภวังเดิมเป็นอารมณ์คนละอารมณ์ที่เข้ากันไม่ได้ เช่นภวังค์เดิมเนื่องมาจากปฏิสนธิด้วยโสมนัสมหาวิบาก แต่ชวนะสุดท้ายของวิถีเป็นโทสชวนะ โสมนัสสาลัมพนะก็จะเกิดขึ้นรับอารมณ์ต่อจากโทสชวนะไม่ได้ เพราะเป็นอารมณ์ที่เข้ากันไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีอุเปกขาสันตีรณกุศลวิบาก หรืออุเบกขามหาวิบาก ดวงไหนดวงใดดวงหนึ่งมาคั่นต่อจากชวนะกับภวังค์เสียก่อน จิตที่มาคั่นนี้เรียกว่า “อาคันตุกภวังค์” เมื่อคั่นแล้ว ภวังค์เดิมที่เป็นโสมนัสจึงจะเกิดต่อจากอาคันตุกภวังค์ได้
อาคันตุกภวังค์เกิดได้แก่บุคคล ๔ จำพวกเท่านั้น ทุคติบุคคลและสุคติอเหตุกบุคคลเกิดไม่ได้ เพราะมีปฏิสนธิเป็นอุเบกขาอยู่แล้วส่วนอนาคามีบุคคลกับอรหัตบุคคลก็เกิดไม่ได้ เพราะไม่มีโทสชวนะ