พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๙ - ปัญจทวารวิถี
ปัญจทวารวิถี คือกามวิถีจิตที่ปรากฏขึ้นรับปัญจารมณ์ (อารมณ์ทั้ง ๕) ทางปัญจทวาร (ทวารทั้ง ๕ ) คือ
๑. จักขุทวารวิถี คือวิถีจิตที่รับรู้ทางตา
๒. โสตทวารวิถี คือวิถีจิตที่รับเสียงทางหู
๓. ฆานทวารวิถี คือวิถีจิตที่รับกลิ่นทางจมูก
๔. ชิวหาทวารวิถี คือวิถีจิตที่รับรสทางลิ้น
๕. กายทวารวิถี คือวิถีจิตที่รับสัมผัสทางกาย
ในปัญจทวารวิถีนี้ มีวิสยัปปวัตติอยู่ ๔ ประการ คือ
๑. อติมหันตารมณ์ คือปัญจารมณ์ที่มีกำลังแรงมากที่สุด
๒. มหันตารมณ์ คือปัญจารมณ์ที่มีกำลังแรง
๓. ปริตตารมณ์ คือปัญจารมณ์ที่มีกำลังอ่อน
๔. อติปริตตารมณ์ คือปัญจารมณ์ที่มีกำลังอ่อนที่สุด

อติมหันตารมณ์

อติมหันตารมณ์ เป็นอารมณ์ที่มีวิถีจิตเกิดมากที่สุดได้ถึง ๗ วิถี เมื่อกล่าวถึง จิตตุปบาทคือ ขณะที่จิตขึ้นสู่วิถี จะตั้งอยู่ในอารมณ์ได้มากถึง ๑๔ ขณะจิต และเมื่อว่าถึงประเภทของจิตที่ปรากฏขึ้นรับอารมณ์นี้มีถึง ๕๔ ประเภท คือกามาวจรจิต ๕๔ ดวงนั่นเอง
วิถีจิตในอติมหันตารมณ์ มีขณะจิตขึ้นรับอารมณ์ได้ ๑๔ ขณะจิต โดยเป็นจิตที่พ้นวิถีเสีย ๓ ขณะ รวมเป็นขณะจิต ๑๗ ขณะ ขณะจิต ๑๗ ขณะนั้น คือ

จิตที่ ๑๗ ขณะดังกล่าวแล้วข้างต้น เท่ากับอายุของรูป ๒๒ รูปใดรูปหนึ่ง (เว้นวิญญัติรูป ๒ และลักขณรูป ๔) หมายความว่า รูป ๒๒ นี้ รูปใดรูปหนึ่งเมื่อเกิดขึ้น จะมีอายุยืนอยู่เท่ากับอายุของจิต ๑๗ ดวง จิต ๑๗ ดวงนี้ จำแนกเป็นขณะเล็กได้ (๑๗ x ๓) ๕๑ ขณะ ฉะนั้นอายุของรูปรูปหนึ่ง จึงเท่ากับอายุของจิต ๕๑ ขณะเล็ก
สภาพของรูปก็มีอุปปาทขณะ ฐิติขณะ และภังคขณะเช่นเดียวกับจิต คือขณะแรกที่รูปเกิดขึ้นชื่อว่า อุปปาทขณะ ขณะสุดท้ายที่รูปดับไปชื่อว่า ภังคขณะ ขณะระหว่างอุปปาทขณะและภวังคขณะชื่อว่า ฐิติขณะ แต่เมื่อเทียบกับขณะเล็กของจิต อุปปาทขณะและภังคขณะทั้งของจิตและรูปเท่ากัน แต่ฐิติขณะของรูป ๑ ขณะ เท่ากับขณะเล็กของจิต ๔๙ ขณะ

ขณะจิต ๑๗ ขณะ

ขณะจิตทั้ง ๑๗ ขณะ เป็นคำสอนที่ละเอียดสุขุมมากอย่างหนึ่งในพระอภิธรรม อันเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง ซึ่งในที่นี้จะนำมาอธิบายแต่โดยย่อ ดังนี้
ขณะจิตที่ ๑ อตีตภวังค์ เป็นภวังคจิตที่กระทบกับอารมณ์ทั้ง ๕ มีรูปเป็นต้น อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ในปัจจุบันเป็นครั้งแรก
การที่จะเข้าใจอตีตภวังค์ก็จำต้องเข้าใจลักษณะของภวังคจิตเสียก่อน คือ ภวังคจิตหมายถึงจิตที่ทำหน้าที่รักษาภพชาติ คือรักษาผลของกรรมที่ถือกำเนิดมาในภพชาตินั้น ๆ และรักษารูปที่เกิดจากจิตเป็นสมุฏฐานให้ดำรงอยู่ในอาการปกติ เช่น รูปที่เกิดจากการหายใจเข้าออกเป็นต้น
ภวังคจิตมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่รักษาสืบเนื่องมาแต่ภพก่อน ซึ่งเรียกว่าอารมณ์เก่าหรืออดีตอารมณ์ ได้แก่ กรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ และคตินิมิตอารมณ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่ากรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งนี้ซึ่งจิตเริ่มรับมาแต่ปฏิสนธิวิญญาณปรากฏขึ้นแล้วดับลงไป ต่อจากนั้น คือในทันใดนั้น ปฐมภวังค์ คือ ภวังคจิตดวงแรกที่เกิดขึ้นในภพใหม่ก็จะเกิดขึ้นรับอารมณ์นั้นสืบต่อจากปฏิสนธิวิญญาณ แล้วภวังคจิตดวงอื่น ๆ ก็จะเกิดขึ้นรับอารมณ์เช่นเดียวกันนี้เรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต
ในช่วงระหว่างปฏิสนธิกับจุติในภพชาติหนี่ง ๆ ภวังคจิตจะทำหน้าที่รับอตีตารมณ์ (คือ กรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง) เรื่อย ๆ ไป ถ้าไม่มีอารมณ์ใหม่ในปัจจุบันชาติมากระทบภวังคจิตให้ไหวเปลี่ยนไปรับอารมณ์ใหม่ที่มากระทบนั้นแล้ว จิตจะคงรับอารมณ์เก่าเป็นภวังคจิตรักษาภพชาติของตนอยู่สืบไป ภวังคจิตเช่นนี้เองที่เรียกว่า อตีตภวังค์ จิตในขณะนี้ยังไม่ขึ้นสู่วิถี ยังเป็นวิถีมุตตจิต คือจิตที่พ้นจากวิถีอยู่ ยังไม่ได้ขึ้นสู่วิถี
ขณะจิตที่ ๒ ภวังคจลนะ มีความเคลื่อนไหวของภวังคจิต หรืออาการที่ภวังคจิตเคลื่อนไหว เป็นภวังคจิตที่เกิดต่อจากอตีตภวังค์ มีอาการไหวคลายจากอารมณ์เก่า แต่ยังคงเป็นภวังคจิตอยู่นั่นเอง แต่ต่างกับอตีตภวังค์มีอาการไหวคลายจากอารมณ์เก่า แต่ยังคงเป็นภวังคจิตอยู่นั่นเอง แต่ต่างกับอตีตภวังค์ตรงที่มีการกระทบกับอารมณ์ใหม่แล้วเกิดความไหวขึ้นจิตดวงนี้ก็จัดเป็น วิถีมุตตจิต คือจิตที่ยังไม่ขึ้นสู่วิถีเช่นกัน
ขณะจิตที่ ๓ ภวังคุปัจเฉทะ เป็นภวังคจิตที่เริ่มตัดขาดอารมณ์เก่า กำลังจะเตรียมตัวขึ้นสู่วิถีจิต คือภวังคจิตที่เริ่มปล่อยอารมณ์เก่าจนขาดจากอารมณ์เก่าที่ตรงกับภวังคขณะ (ขณะดับ) ของจิต แต่จิตในขณะนี้ยังรับอารมรมณ์เก่าอยู่ จึงยังไม่เป็นจิตที่ขึ้นสู่วิถี
ขณะจิตที่ ๔ ปัญจทวาราวัชชนะ เป็นอเหตุกจิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์ใหม่ที่มากระทบไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น และ กาย ให้รู้ว่าอารมณ์ที่มากระทบนั้น เป็นอารมณ์ที่มาจากทวารไหน เพื่อเป็นปัจจัยให้สัญญาณแก่วิญญาณทางทวารนั้น ๆ
ปัญจทวาราวัชชนจิตนี้ เป็นจิตที่รับอารมณ์ใหม่ในปัจจุบันเป็นครั้งแรกในวิถีหนึ่ง ๆ จึงนับเป็นจิตดวงแรกที่ขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ใหม่ เป็นปัจจัย (เหตุหนุน) แก่จิตดวงต่อ ๆ ไปให้รับ ปัญจารมณ์นั้นไปจนสุดวิถี
ขณะจิตที่ ๕ ปัญจวิญญาณ คือ จิต ๕ ดวงที่เกิดขึ้นรับปัญจารมณ์ดวงใดดวงหนึ่งตามสมควรแก่อารมณ์ที่มากระทบในขณะนั้นคือ
๑. จักขุวิญญาณ ปรากฏขึ้นรับรูปารมณ์ คือเห็นรูป
๒. โสตวิญญาณ ปรากฏขึ้นรับสัททารมณ์ คือฟังเสียง
๓. ฆานวิญญาณ ปรากฏขึ้นรับคันธารมณ์ คือสูดกลิ่น
๔. ชิวหาวิญญาณ ปรากฏขึ้นรับรสารมณ์ คือรู้รส
๕. กายวิญญาณ ปรากฏขึ้นรับโผฏฐัพพารมณ์ คือรู้สัมผัสทางกาย
เมื่อภวังคจลนะดับลงแล้ว ก็เป็นเหตุให้ภวังคจิตดวงที่ ๓ เกิดขึ้น ทำหน้าที่ปล่อยจากอารมณ์เก่า คือทิ้งจากอารมณ์เก่าที่เป็นกรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ หรือคตินิมิตอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอารมณ์ของภวังคจิตนั้น จิตดวงที่ ๓ นี้ เรียกว่า “ภวังคุปัจเฉทะ” เป็นจิตที่ตัดขาดจากกระแสภวังค์
เมื่อจิตดวงที่ ๓ ดับลง ปัญจทวาราวัชชนะ อันเป็นขณะจิตดวงที่ ๔ ก็เกิดขึ้นรับอารมณ์ใหม่ที่มากระทบนั้นโดยตรง และรู้อารมณ์ที่มากระทบนั้นว่าเป็นอารมณ์อะไร และมาจากทวารไหน เพื่อเป็นปัจจัยให้สัญญาณแก่วิญญาณทางทวารนั้น ๆ จิตดวงนี้นับว่าเป็นดวงแรกที่ขึ้นสู่วิถีเพราะทำหน้าที่เป็นอาวัชชนกิจ คือมีหน้าที่คำนึงหรือค้นคว้าอารมณ์
เมื่อขณะจิตดวงที่ ๔ นี้ดับลงไป ก็เป็นปัจจัยแก่ปัญจวิญญาณ ให้เกิดขึ้นเป็นขณะที่ ๕ คือ เป็นจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ หรือกายวิญญาณ ดวงใดดวงหนึ่งใน ๕ ดวงนี้เกิดขึ้น ตามสมควรแก่ทวารและอารมณ์ เพื่อทำกิจในการเห็น หรือการได้ยินเป็นต้น
เมื่อปัญจวิญญาณ อันเป็นขณะจิตดวงที่ ๕ ดับลง ขณะจิตที่ ๖ คือ สัมปฏิจฉันนะ ก็เกิดขึ้นรับอารมณ์ต่อจากปัญจวิญญาณ ที่ได้เห็นหรือได้ยินเป็นต้น และส่งมอบอารมณ์นั้นต่อไปให้กับสันตีรณะ
เมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับลง ขณะจิตที่ ๗ คือ สันตีรณะ ก็เกิดขึ้นเพื่อไต่สวนอารมณ์ที่ได้รับมาจากสัมปฏิจฉันนะ เพื่อให้รู้ว่าอารมณ์ที่ได้รับนี้ดีหรือไม่ดีประการใด ถ้าเป็นอติอิฏฐารมณ์คืออารมณ์ที่ดียิ่ง โสมนัสสันตีรณกุศลวิบากจิตก็เกิดขึ้นทำหน้าที่พิจารณาไต่สวนอารมณ์นั้น ถ้าเป็นอิฏฐมัชฌัตตารมณ์คืออารมณ์ดีปานกลาง อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจิตก็เกิดขึ้นทำหน้าที่รับอารมณ์นั้น แต่ถ้าเป็นอนิฏฐารมณ์คืออารมณ์ไม่ดี อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากจิตก็ทำหน้าที่เป็นผู้พิจารณาอารมณ์นั้น แล้วดับไปพร้อมกับส่งมอบให้กับโวฏฐัพพนจิต
เมื่อสันตีรณจิตดับลง โวฏฐัพพนจิต อันขณะจิตที่ ๘ ก็เกิดขึ้นทำหน้าที่โวฏฐัพพนกิจ คือ ตัดสินอารมณ์ว่าจะให้เป็นกุศลหรืออกุศลต่อไป
เมื่อโวฏฐัพพนจิตดับลงแล้ว ขณะจิตที่ ๙ คือ ชวนะ ก็เกิดขึ้นทำหน้าที่ชวนกิจ คือเสวยหรือเสพรสของอารมณ์ที่โวฏฐัพพนจิต ได้ตัดสินแล้วนั้น โดยความเป็นกุศลชวนะหรืออกุศล ชวนะจิตดวงนี้เรียกชวนจิต เพราะทำหน้าที่เสพรสแห่งอารมณ์ที่เป็นกุศลอกุศล หรือบุญบาป ที่ปรากฏขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย ข้อนี้หมายความว่า บุญหรือบาปจะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องเข้าถึงชวนจิตเสียก่อน เว้นไว้แต่ชวนจิตของพระอรหันต์ที่จัดเป็นกิริยาชวนะ เพราะเป็นจิตที่พ้นจากอารมณ์ที่พ้นจากกรรมอันเป็นกุศลหรืออกุศลแล้ว นับตั้งแต่ขณะจิตที่ ๙ ถึงขณะจิตที่ ๑๕ ทั้ง ๗ ขณะจิตนี้จิตทำหน้าที่เพื่อเสวยรสของอารมณ์เป็นชวนกิจอย่างเดียว ในกามชวนะนี้มีขณะจิตเกิดได้ทั้ง ๗ ขณะ เมื่อชวนจิตทำหน้าที่เสวยรสแห่งอารมณ์ไปแล้ว ๗ ขณะ ก็ดับลง
ต่อจากนั้นขณะจิตที่ ๑๖ และที่ ๑๗ ก็เกิดขึ้นรับอารมณ์ที่เหลือจากชวนะ เพื่อหน่วงอารมณ์นั้นลงสู่ภวังค์ตามเดิม เรียกจิตทั้ง ๒ ดวงนี้ว่า ตทาลัมพนจิต ได้แก่จิต ๑๑ ดวง คือสันตีรณจิต ๓ และมหาวิบากจิต ๘ ตทาลัมพนจิตนี้ย่อมเกิดรับอารมณ์ที่เหลือจากชวนะตามสมควรแก่อารมณ์ และจะต้องเกิดขึ้น ๒ ครั้ง หรือ ๒ ขณะเสมอไป เท่ากับอายุของอารมณ์ที่ดำรงอยู่ได้ เมื่อถึงขณะจิตที่ ๑๗ พอดี ก็เป็นอันสุดวิถีจิตในวิถีหนึ่ง ๆ
ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของภวังคจิตเกิดขึ้นตามธรรมชาติต่อไป

มหันตารมณ์

มหันตารมณ์ คือ อารมณ์ทั้ง ๕ มีรูปเป็นต้น เป็นอารมณ์ที่กำลังเด่นชัดน้อยกว่าอติมหันตารมณ์ เพราะความสมบูรณ์แห่งปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งบกพร่องไป ฉะนั้น ในมหันตารมณ์วิถี จึงมีวิถีจิตเกิดได้เพียง ๖ วิถี มีขณะจิตใหญ่ได้ ๑๔ หรือ ๑๕ ขณะเท่านั้น ตทาลัมพนะไม่เกิด หมายความว่า เมื่อปัญจารมณ์มีรูปเป็นต้น เกิดขึ้นผ่านภวังคจิตไปได้ ๒ หรือ ๓ ขณะจิต จึงปรากฏแก่จักขุประสาทเป็นต้น อารมณ์นี้มีอายุเพียง ๑๔ หรือ ๑๕ ขณะจิตเท่านั้น จึงไม่สามารถตั้งอยู่ได้นานถึงการเกิดขึ้นของตทาลัมพนจิต ภวังคบาต (จิตตกลงสู่ภวังค์) ย่อมเกิดขึ้นเมื่อสุดชวนจิตที่ ๗ ความเกิดขึ้นแห่งตทาลัมพนจิต ไม่มีเลยในมหันตารมณ์นี้

ปริตตารมณ์

ปริตตารมณ์ คือ ปัญจารมณ์ (อารมณ์ ๕ มีรูปเป็นต้น) มีกำลังอ่อนกว่ามหันตารมณ์มีวิถีจิตเกิดได้เพียง ๕ วิถีเท่านั้น และสิ้นสุดวิถีที่โวฏฐัพพนะ ไม่ทันเข้าถึงชวนะ คือไม่เห็นหรือไม่ได้ยินเป็นต้น ได้ชัดเจน เช่น ผู้ที่อยู่ในสภาพที่มืด ขมุกขมัวหรืออยู่ที่ไกลจากอารมณ์ที่ปรากฏนั้นมาก ก็ย่อมจะเห็นหรือได้ยินอารมณ์นั้นไม่ชัดเจน จึงไม่อาจทำให้รู้สึกยินดียินร้ายในอารมณ์นั้น ๆ แต่ประการใดได้ ทั้งนี้เพราะจิตไม่เข้าถึงชวนะคือไม่อาจจะเสวยรสแห่งอารมณ์นั้นโดยความเป็นบุญหรือเป็นบาปได้ แม้โวฏฐัพพนะเองก็พยายามเกิดอยู่หลายขณะ แต่ก็ไม่อาจตัดสินอารมณ์ที่ไม่ชัดเจนนั้นได้ ปริตตารมณ์จึงสิ้นสุดลงที่โวฏฐัพพนะ และปริตตารมณ์วิถีนี้ท่านเรียกว่า “โวฏฐัพพนวาระ” คือ วิถีจิตที่สิ้นสุดลงแค่โวฏฐัพพนะ

อติปริตตารมณ์

อติปริตตารมณ์ เป็นปัญจารมณ์ที่มีกำลังอ่อนที่สุด แม้กระทบกับภวังคจิตตั้งหลาย ๆ ครั้ง ภวังคจิตเป็นเพียงไหวตัวเล็กน้อย เป็นภวังคจลนะ ๒ ขณะ ยังไม่ทันเห็นหรือยังไม่ทันได้ยิน อารมณ์นั้นก็ดับไปเสียแล้ว ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อารมณ์ก็หมดอายุดับไปเสียแล้ว ภวังคจิตก็กลับทำหน้าที่ ภวังคกิจตามเดิมต่อไปอีก เปรียบเทียบเหมือนคนที่นอนหลับสนิทเมื่อถูกปลุกเขย่าตัวหรือร้องเรียก อารมณ์ที่กระทบกับประสาทรูปก็สะเทือนถึงภวังคจิตทำให้ภวังคจิตเกิดอาการไหวขึ้น ๒ ครั้ง เป็น ภวังคจลนะ แล้วก็กลับเป็นภวังค์ตามเดิม คือหลับต่อไปอีก ไม่ทันรู้สึกตัวว่าถูกปลุกให้ตื่น จิตตุปบาท (ความเกิดขึ้นแห่งจิต) จึงเป็นภวังค์ทั้งหมด ไม่มีวิถีจิตเลย แต่ก็อนุโลมว่าเป็นวิถี เพราะมีอารมณ์ใหม่มากระทบกับภวังคจิตเข้าแล้ว แต่อารมณ์ใหม่นั้น มีกำลังอ่อนแอมาก ไม่มีอำนาจพอที่จะให้จิตขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ใหม่ได้เลย อติปริตตารมณ์นี้จึงชื่อว่า “โมฆวาระ” เพราะเหตุที่อารมณ์นี้ไม่มีวิถีจิตเกิดได้เลย

วาระทั้ง ๔ ของปัญจทวารวิถี

เมื่อรวมปัญจทวารวิถีที่เกิดขึ้นรับปัญจารมณ์ทั้งหมด ก็มี ๔ ประการ ตามลำดับของวาระทั้ง ๔ คือ
๑. ตทาลัมพนวาระ ได้แก่ อติมหันตารมณ์วิถี สิ้นวาระที่ตทาลัมพนะ
๒. ชวนวาระ ได้แก่ มหันตารมณ์วิถี สิ้นวาระที่ชวนะ
๓. โวฏฐัพพนวาระ ได้แก่ ปริตตารมณ์ สิ้นสุดที่โผฏฐัพพนะ
๔. โมฆวาระ ได้แก่ อติปริตตารมณ์วิถี อันมีภวังคจลนะเป็นที่สุด ไม่ได้รับ อารมณ์ใหม่เลย