พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๙ - ธรรมชาติการเกิดดับของจิต

จิตเป็นธรรมชาติที่เกิดดับเร็วที่สุดไม่มีอะไรที่รวดเร็วเท่าจิต เมื่อจิตดวงหนึ่งดับไป จิตดวงหนึ่งก็เกิดขึ้นมาแทนที่ แต่ก่อนที่จิตดวงก่อนจะดับไปนั้น ได้ทิ้งเชื้อคือกรรมและกิเลสไว้ให้จิตดวงต่อไป เหมือนกับมารดาบิดา แม้จะตายจากไปแล้วก็ยังได้ทิ้งกรรมพันธุ์ให้แก่ลูกหลานได้นำสืบไป การเกิดดับของจิตเป็นไปรวดเร็วติดต่อกัน จนเราไม่อาจที่จะกำหนดได้ เช่นเดียวกับกระแสไฟฟ้าที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา แต่ติดต่อกันรวดเร็วจนเราไม่อาจจะสังเกตได้
จิตเกิดดับครั้งหนึ่งเรียกว่า “ขณะหนึ่ง หรือดวงหนึ่งของจิต” และจิตดวงหนึ่งยังมีขณะเล็กหรืออนุขณะอีก ๓ คือ อุปปาทขณะ ฐิติขณะและภังคขณะ
ขณะที่จิตเริ่มเกิด เรียกว่า อุปปาทขณะ ขณะที่จิตตั้งอยู่ยังไม่ดับไป เรียกว่า ฐิติขณะ ส่วนขณะที่จิตกำลังดับไป เรียกว่า ภังคขณะ
อายุของจิตขณะหนึ่ง ๆ มีความเกิดดับรวดเร็วมาก ซึ่งเมื่อเปรียบกับอายุของรูปที่ปรากฏขึ้นขณะหนึ่ง ๆ แล้ว ก็คือจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะใหญ่ เท่ากับรูปดับไปครั้งหนึ่ง ดังที่พระอนุรุทธาจารย์กล่าวไว้ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ว่า ตานิ ปน สตฺตรส จิตฺตกฺขณานิ รูปธมฺมานมายูฯ แปลความว่า “อายุของจิต ๑๗ ขณะใหญ่ เท่ากับอายุของรูป ๑ ขณะ”
อายุของรูปธรรมที่นำมาเปรียบกับจิตนี้ มุ่งหมายเอาเฉพาะรูป ๒๒ รูป (เว้นวิญญัติรูป ๒ และลักขณรูป ๔)
ลักษณะการดับหรือการตายของรูปร่างกายนี้ก็นับว่ารวดเร็วมาก แต่ก็ยังนับว่าช้ากว่าการดับของจิตถึง ๑๗ เท่า ลักษณะการดับของรูปหรือการตายของรูปนั้น มีอยู่ตลอดเวลาในร่างกายของคนเรา แต่เราไม่อาจจะสังเกตเห็นได้ เพราะมีรูปเกิดขึ้นมาทดแทนรวดเร็วมากเช่นเมื่อเซลล์เนื้อ หรือเซลล์เส้นผมก็ตาม และเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเหล่านี้เล็กมาก เราจึงไม่อาจจะสังเกตเห็นมันได้ แต่ถ้าเราไม่ใช้กล้องจุลทัศน์ส่องดูแล้ว เราก็จะทราบได้ว่าเซลล์เหล่านี้ตายแล้วเกิดใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่ตลอดเวลาซึ่งหลักการอันนี้ของพุทธศาสนาก็ตรงกับหลักของสรีรวิทยาหรือชีววิทยาทางด้านวิทยาศาสตร์


อภิธมฺมตฺถสงฺคหปาลิ ๒๐