พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๘ - หน้าที่ของจิต (กิจสังคหะ)

การรวบรวมจิตและเจตสิก โดยประเภทแห่งกิจเรียกว่า กิจจสังคหะ อธิบายว่าการทำทุกอย่างที่เกิดขึ้นทาง กาย วาจา และทางใจ ต้องอาศัยจิตและเจตสิกทำหน้าที่ของตน ๆ จิตจึงเกิดขึ้นและดับไปรวดเร็ว ดุจแล่นไปในอารมณ์อยู่ตลอดเวลา และสามารถทำกิจต่าง ๆ ให้สำเร็จไปได้อีกด้วย หน้าที่การงานของจิตจึงมี ๑๔ ประการดังต่อไปนี้

๑. ปฏิสนธิกิจ ทำหน้าที่สืบต่อภพใหม่ เป็นขณะจิตแรกที่ปรากฏขึ้นในภพใหม่ มีเพียงขณะจิตเดียวเท่านั้น ในภพชาติหนึ่ง ๆ จิตที่ทำหน้าที่นี้มี ๑๙ ดวง คือ
๑. อุเปกขาสันตีรณจิต ๒ ดวง
๑.๑ ฝ่ายอกุศลวิบาก ทำให้สัตว์เกิดในภูมิแห่งอบาย
๑.๒ ฝ่ายกุศลวิบาก ทำให้เกิดเป็นมนุษย์พิการตาบอด เป็นต้น
ภุมมเทวดา และวินิปาติอสูร
๒. มหาวิบากจิต ๘ ทำให้เกิดในกามสุคติภูมิ ๗
๓. มหัคคตวิบากจิต ๙ ให้เกิดในพรหมภูมิ ๒๑
๒. ภวังคกิจ หน้าที่ รักษาองค์แห่งภพ คือรักษากรรมวิบากของรูปนามสืบต่อจากปฏิสนธิวิบากจิต และปฏิสนธิกรรมชรูปให้ดำรงอยู่ในภพนั้น ๆ ตราบเท่าอำนาจของชนกกรรมจะส่งผลให้เป็นไปเท่าอายุสังขารที่จะดำรงอยู่ได้ จิต ๑๙ ดวงที่เรียกว่า ภวังคจิต ต้องทำภวังคกิจอยู่เสมอ รักษาการเกิดเป็นบุคคลหรือสัตว์นั้น ๆ เอาไว้ เช่น ปฏิสนธิส่งมาเกิดเป็นนก (ภวังค์) ก็รักษาความเป็นนกเอาไว้ เกิดเป็นมนุษย์และเทวดา ก็รักษาสภาพความเป็นมนุษย์หรือเทวดาเอาไว้ต่อกันตั้งแต่เกิดจนตายไป ภวังคจิตจะหยุดกิจนี้ก็ต่อเมื่อมีอารมณ์ใหม่ในปัจจุบันมาคั่นตอนให้จิตนี้ขึ้นรับอารมณ์ใหม่ ในปัจจุบันเสียเท่านั้น เมื่อพ้นจากการขึ้นสู่วิถีแล้ว ภวังคจิตทำหน้าที่รักษาองค์แห่งภพต่อไปตลอดเวลา จิตที่ทำหน้าที่มี ๑๙ ดวง เหมือนปฏิสนธิกิจ
๓. อาวัชชนกิจ หน้าที่พิจารณาน้อมนึกอารมณ์ที่ปรากฏใหม่ในปัจจุบันชาติ คืออารมณ์ ๕ ทางปัญจทวาร อารมณ์ที่ ๖ ทางมโนทวาร เรียกจิตว่าปัญจทวาราวัชชนจิต และมโนทวาราวัชชนจิต เป็นจิตดวงแรกที่ทิ้งภวังคกิจ ขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ทันที (๒ ดวง)
๔. ทัสสนกิจ หน้าที่เห็นรูปทางประสาทตา ในวิถีจิตหนึ่ง ทัสสนกิจมีได้เพียงหนึ่งขณะจิตเท่านั้น จิตที่ทำหน้าที่นี้มี ๒ ดวงคือ จักขุวิญญาณจิต ๒
๕. สวนกิจ ทำหน้าที่ได้ยินสัททารมณ์ มีคติเหมือนจักขุวิญญาณจิต จิตที่ทำหน้าที่นี้ คือ โสตวิญญาณจิต ๒
๖. ฆายนกิจ ทำหน้าที่รู้กลิ่น คือคันธารมณ์ จิตที่ทำหน้าที่ฆายนกิจ คือ ฆานวิญญาณจิต ๒
๗. สายนกิจ ทำหน้าที่รู้รส คือ รสารมณ์ จิตที่ทำหน้าที่นี้คือ ชิวหาวิญญาณจิต ๒
๘. ผุสนกิจ หน้าที่รับสัมผัสโผฏฐัพพารมณ์ จิตที่ทำหน้าที่ คือ กายวิญญาณจิต ๒
๙. สัมปฏิจฉันนกิจ หน้าที่รับปัญจารมณ์ ต่อจากทวิปัญจวิญญาณจิต (ข้อ ๔-๘) เกิดขึ้นเพียงขณะจิตเดียวในปัญจทวารวิถีหนึ่ง ๆ จิตที่ทำหน้าที่นี้ คือ สัมปฏิจฉันนจิต ๒
๑๐. สันตีรณกิจ การทำหน้าที่ไต่สวนอารมณ์ต่อจากสัมปฏิจฉันนจิต จิตที่ทำหน้าที่นี้ คือ
อุเปกขาสันตีรณจิต ฝ่ายอกุศลวิบาก
อุเปกขาสันตีรณจิต ฝ่ายกุศลวิบาก
โสมนัสสันตีรณจิต ฝ่ายกุศลวิบาก
๑๑. โวฏฐัพพนกิจ การตัดสินกำหนดปัญจารมณ์ โดยความเป็นกุศล อกุศล ในวิถีหนึ่งเกิดได้ ๑ ขณะ แต่ในโวฏฐัพพนวาระวิถีจิตไม่สมบูรณ์ เกิดได้ ๒ - ๓ ขณะ จิตที่ทำหน้าที่นี้ คือ มโนทวาราวัชชนจิต
๑๒. ชวนกิจ การเสพอารมณ์ ๖ ด้วยกุศล อกุศล กิริยาจิต และโลกุตตรวิบากจิต บุญหรือบาปย่อมเกิดในขณะแห่งชวนกิจนี้ สำหรับผู้มิใช่พระอรหันต์ กุศลจิตและอกุศลจิต ทำหน้าที่นี้สำหรับพระอรหันต์ กิริยาจิตและอรหัตผลจิตทำหน้าที่นี้ทั้ง ๒ ประเภทนี้ เรียกรวมว่า ชวนจิต ในกามวิถีส่วนมากเกิดได้ ๗ ขณะ แต่ในอัปปนาวิถี อาจเกิดมากมายประมาณมิได้
๑๓. ตทาลัมพนกิจ ทำหน้าที่เก็บอารมณ์ที่เหลือจากชวนเสพแล้วในอติมหันตารมณ์หรือวิภูตารมณ์ มี ๒ ขณะจิต จิตที่ทำหน้าที่นี้ คือ สันตีรณจิต ๓ ดวง และมหาวิบากจิต ๘ ดวง
๑๔. จุติกิจ หน้าที่เคลื่อนจากภพปัจจุบัน (ตาย) เป็นจิตดวงสุดท้ายในภพชาติหนึ่ง ๆ เรียกว่า จุติจิตหรือจุติวิญญาณมีการเก็บกรรมกิเลสไว้ และส่งผลต่อปฏิสนธิในภพชาติต่อไปจุติจิตแบ่งออกเป็น ๑๙ ดวง เหมือนในขณะปฏิสนธิกิจ


อภิ.สงฺคห. ๒๖ อภิ.วิ. ๑๓๐