พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๘ - การจัดหมวดหมู่ของจิตและเจตสิก

การรวบรวมจิตและเจตสิก ที่กระจัดกระจายอยู่นำมาสงเคราะห์รวมไว้เป็นหมวด ๆ ท่านเรียกว่า “ปกิณณกสังคหวิภาค” ท่านจัดไว้เป็น ๖ หมวด คือ
๑. ทวารสังคหะ ๒. อารัมมณสังคหะ ๓. วัตถุสังคหะ
๔. เวทนาสังคหะ ๕. เหตุสังคหะ ๖. และกิจสังคหะ
ใบบทนี้จะนำรายละเอียดมาเพียง ๒ หมวด คือ อารัมมณสังคหะ และกิจสังคหะ ท่านที่ต้องการทราบรายละเอียดมาใน ๔ หมวด ให้ศึกษาได้จากคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ
อารัมมณสังคหะ คือการรวบรวมจิตและเจตสิกโดยประเภทแห่งการรับอารมณ์ ธรรมชาติใดที่ทำให้จิตข้องอยู่ในอาการเป็นที่น่ายินดี ธรรมชาตินั้น เรียกว่า อารมณ์มี ๖ ประการคือ

จำแนกอารมณ์เป็นอิฏฐารมณ์หรือนิฏฐารมณ์ได้มี ๕ นัย คือ
๑. จำแนกโดยวิบากจิต
๒. จำแนกโดยบุคคล
๓. จำแนกโดยทวาร
๔. จำแนกโดยอารมณ์
๕. จำแนกโดยกาล
๑. วิบากจิตเป็นเครื่องตัดสินอารมณ์ เป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ คือ สัตว์ประสบอารมณ์ดี จิตที่รับอารมณ์นั้นก็เป็นกุศลวิบากจิต ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็เป็นอกุศลวิบากจิต (เว้นตทาลัมพนจิตและอารมณ์ที่ไม่เกี่ยวกับปฏิสนธิจิต) ส่วนชวนจิตไม่สามารถตัดสินอารมณ์ว่าดีหรือไม่ดีได้แน่นอน เพราะเกิดตรงกับอารมณ์ก็มี ไม่ตรงก็มี แล้วแต่มนสิการของตน เช่นพวกเดียรถีย์เห็นพระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระองค์ เป็นอติอิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่ดียิ่ง ควรที่จะเลื่อมใส แต่กลับเบือนหน้าหนี ไม่อยากเห็น ชวนจิตเป็นอกุศล แต่จักขุวิญญาณที่เห็นเป็นกุศลวิบากจิต ซึ่งเป็นผลของกุศลในอดีตชาติ บุคคลบางคนได้รับประทานอาหารอร่อยแต่ไม่ชอบ ชอบอาหาร เลว ๆ ชิวหาวิญญาณเป็นกุศลวิบากจิต แต่ชวนจิตเป็นอกุศลจิต ชวนจิตเกิดขึ้นไม่ตรงกับอารมณ์ ที่ตรงกับอารมณ์ก็มีเช่น สุนัขเห็นอาหารสกปรกและได้กินอาหารสกปรกนั้นด้วย จักขุวิญญาณเป็นอกุศลวิบากจิต ชวนจิตก็เป็นอกุศลจิต จึงว่าวิบากตัดสินแน่นอน ส่วนชวนะตัดสินไม่แน่นอน
๒. บุคคลเป็นผู้ตัดสินอารมณ์ เป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ คือบุคคลชั้นสูง ชั้นกลางชั้นต่ำ ถ้าบุคคลเหล่านี้ได้วัตถุประณีต จักขุวิญญาณที่เห็นเป็นกุศลวิบากจิต ถ้าพอใจชวนจิตเป็นกุศลจิต ถ้าไม่พอใจชวนจิตเป็นอกุศลจิต ถ้าได้วัตถุเลว จักขุวิญญาณเป็นอกุศลวิบากจิต ถ้าไม่พอใจชวนจิตเป็นอกุศลจิต ถ้าพอใจชวนจิตก็เป็นกุศลจิต สัตว์ดิรัจฉานเห็นอาหารเน่าบูดและกินอาหารนั้น จักขุวิญญาณที่เห็นเป็นอกุศลวิบากจิต และชวนจิตก็เป็นอกุศลจิต ถ้าเห็นอาหารดีและกินอาหารนั้น จักขุวิญญาณเป็นกุศลวิบากจิต ชวนจิตเป็นอกุศลจิต อันเนื่องมาจากกุศลอกุศลในชาติก่อน บุคคลชั้นกลางตัดสินแน่นอน ชั้นสูง ชั้นต่ำ ตัดสินไม่แน่นอน
๓. ทวารตัดสิน อิฏฐารมณ์ หรืออนิฏฐารมณ์ไม่แน่นอน เพราะอารมณ์ทั้ง ๖ ไม่เป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ของทวารทั้ง ๖ เสมอไป เช่นดอกไม้ต่าง ๆ มีสีสวยงาม แต่มีกลิ่นเหม็น ทางจักขุทวารเป็นอิฏฐารมณ์ จักขุวิญญาณเป็นกุศลวิบากจิต ทางฆานทวารเป็นอนิฏฐารมณ์ ฆานวิญญาณก็เป็นอกุศลวิบากจิต อุจจาระทางจักขุทวารและฆานทวารเป็นอนิฏฐารมณ์จักขุวิญญาณและฆานวิญญาณก็เป็นอกุศลวิบากจิต แต่ทางกายทวารเป็นกุศลวิบากจิต เพราะได้สัมผัสสิ่งที่อ่อนนิ่ม เพ็ชรนิลจินดาแก้วมณีเป็นต้น ทางจักขุทวารเป็นอิฏฐารมณ์ จักขุวิญญาณเป็นกุศลวิบากจิต แต่กายทวารและกายวิญญาณเป็นอกุศลวิบากจิต เพราะสัมผัสกับของแข็ง ส่วนมโนทวารและมโนวิญญาณนั้น เป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์แล้วแต่อารมณ์ที่มาปรากฏตามทวารทั้ง ๕ ต้องตัดสินทีละทวาร
๔. อารมณ์ตัดสินอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ อารมณ์มี ๒ ประเภท คือ อิฏฐารมณ์ตามธรรมชาติและอนิฏฐารมณ์ตามธรรมชาติ อิฏฐารมณ์ตามธรรมชาติ เช่น บุคคล สัตว์ สถานที่ รุกขชาติหรือวัตถุต่าง ๆ ที่สวยงามตามธรรมชาติ แล้วนายช่างตบแต่งให้สวยงามมากยิ่งขึ้นถ้าบุคคลใดเห็นจักขุวิญญาณเป็นกุศลวิบากจิต ถ้าไม่ชอบ ชวนจิตเป็นอกุศลจิต อิฏฐารมณ์ เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ คนเป็นโรคต่าง ๆ หรือซากศพที่มีกลิ่นเหม็น ไม่สวยงามตามธรรมชาติ จักขุวิญญาณเห็นเป็นอกุศลวิบากจิต ชวนจิตเป็นอกุศลจิต แต่เป็นอิฏฐารมณ์ของแร้งกา แมลงวันและหนอน เพราะชอบตอมชอบเจาะไช อารมณ์อย่างนี้ เรียกว่าปริกัปปอารมณ์คืออารมณ์ไม่ดีกลับเห็นเป็นดีต้องเอาอารมณ์ปรมัตถ์เป็นเครื่องตัดสิน ไม่ใช่เอาความพอใจของแต่ละบุคคล
๕. ฤดูกาลเป็นเครื่องตัดสินเป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ แล้วแต่ความต้องการของบุคคล เช่น ไฟ พระอาทิตย์ ถ้าฤดูหนาวต้องการผิงแดด หรือตากเสื้อผ้า ต้องการหุงข้าวต้มแกงหรือต้องการไฟใช้ในโรงงานต่าง ๆ ไฟและพระอาทิตย์ก็เป็นอิฏฐารมณ์ ถ้าฤดูร้อนหรือไฟไหม้บ้านเรือนโรงงานต่าง ๆ ไฟและพระอาทิตย์ก็เป็นอนิฏฐารมณ์ น้ำลม ฝน ถ้าฤดูร้อน หรือเวลาต้องการใช้น้ำ ต้องการลมพัด ต้องการฝนตก น้ำ ลม ฝน ก็เป็นอิฏฐารมณ์ ถ้าฤดูหนาวหรือน้ำท่วมบ้านเรือน ถนนหนทางพังทลายเสียไป หรือลมพัดบ้านเรือนหักพังหรือพัดต้นไม้หักทับถนนหนทาง ฝนตกท่วมพืชผลที่ปลูกไว้เสียหายไป น้ำลมฝน ก็เป็นอนิฏฐารมณ์ ต้องตัดสินตามกาลที่จำเป็น
หมายเหตุ ข้อ ๑ อเหตุกวิบากจิต เป็นเครื่องตัดสินอารมณ์ เป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ได้แน่นอน ส่วนอีก ๔ ข้อไม่แน่นอนคือ
๑. บุคคลทั้งหลายประสบอติอิฏฐารมณ์คืออารมณ์ดียิ่ง จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และสัมปฏิจฉันนจิต เกิดขึ้นเห็นได้ยินได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสถูกต้องและรับอารมณ์นั้น เป็นกุศลวิบากจิต สันตีรณจิต และตทาลัมพนจิตต้องเป็นกุศลโสมนัสวิบากจิตบุคคลที่มีบุญวาสนาเหนือบุคคลทั้งหลาย เช่น พระพุทธเจ้าเป็นต้น บางครั้งก็ประสบ อติอิฏฐารมณ์บางครั้งก็ประสบอนิฏฐารมณ์ที่เนื่องจากชาติก่อนได้ทำอกุศลกรรมไว้ผลของอกุศล กรรมให้ผล
๒. บุคคลทั้งหลายประสบอิฏฐารมณ์คืออารมณ์ดี จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณและสัมปฏิจฉันนจิตเกิดขึ้นเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสถูกต้องและรับอารมณ์เป็นกุศลวิบากจิต สันตีรณจิตและตทาลัมพนจิตเป็นกุศลจิตอุเบกขา อิฏฐารมณ์เกิดแก่บุคคลทั่วไป แต่บางครั้งก็ประสบกับอนิฏฐารมณ์ ที่เนื่องจากชาติก่อนได้ทำอกุศลกรรมไว้ผลอกุศลกรรมให้ผล
๓. บุคคลทั้งหลายประสบอนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ไม่ดี จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และสัมปฏิจฉันนจิตเกิดขึ้นได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสถูกต้องและรับอารมณ์นั้นเป็นอกุศลวิบากจิตสันตีรณจิตและตทาลัมพนจิตต้องเป็นอกุศลอุเบกขาวิบากจิต อนิฏฐารมณ์โดยมาก เกิดแก่บุคคลชั้นต่ำ แต่บางครั้งก็ได้ประสบกับอิฏฐารมณ์ ที่เนื่องจากชาติก่อนได้ทำกุศลกรรมไว้ ผลของกุศลกรรมก็ให้ผล