พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๗ - เจตสิก เครื่องปรุงแต่งจิต

สัพพจิตตสาธารณเจตสิก หมายถึงเจตสิกที่ประกอบได้ทั่วไปแก่จิตทั้งหมดหรือเกิดกับจิตทุกดวง มีอยู่ ๗ ดวง ดังต่อไปนี้
๑. ผัสสะ มีการถูกต้องอารมณ์เป็นลักษณะ พึงเห็นตัวอย่าง เช่น คนมองดูคนอื่นรับประทานของเปรี้ยวเกิดน้ำลายสอขึ้น
๒. เวทนา คือการเสวยรสอารมณ์ มีการรับรู้อารมณ์เป็นลักษณะ เจตสิกอื่นก็เสวยอารมณ์เหมือนกัน แต่ไม่ยืนนานเหมือนเวทนา เหมือนพระราชาเสวยรสโภชนะที่ดี นอกนั้นเหมือนพ่อครัวซึ่งดื่มบ้าง ชิมบ้าง เท่านั้นเอง หามีสิทธิ์เสวยทั้งหมดไม่
๓. สัญญา คือธรรมชาติที่จำอารมณ์ โดยอารมณ์มีเขียว แดง สั้นยาว กลมเป็นต้น ใน วิสุทธิมรรคท่านเปรียบว่า รู้แบบสัญญาเหมือนเด็กรู้ว่าเหรียญกษาปณ์ มีลักษณะสัณฐานกลมรู้แบบวิญญาณรู้เหมือนบุรุษชาวบ้านรู้ว่า เหรียญใช้จับจ่ายซื้อของได้ รู้แบบปัญญาเหมือนนายช่างกษาปณ์รู้ละเอียดว่ารุ่นไหนทำจากอะไร
๔. เจตนา ธรรมชาติที่มุ่งหวัง จัดสรรให้สัมปยุตธรรม ขวนขวายในกิจของตน ท่านเปรียบว่าเหมือนลูกมือผู้เป็นหัวหน้าและช่วยเร่งกิจของคนอื่นให้สำเร็จ ฉะนั้นเจตนาเป็นสังขารขันธ์
๕. เอกัคคตา เป็นธรรมชาติที่สงบและทำสัมปยุตธรรมให้ตั้งอยู่ในอารมณ์เดียว
๖. ชีวิตินทรีย์ เป็นเครื่องดำรงอยู่แห่งสัมปยุตธรรมทั้งหมดเป็นใหญ่ในการอนุบาลรักษาธรรมที่เกิดร่วมกัน จึงว่ามีการอนุบาลเป็นลักษณะเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงดอกบัว ฉะนั้น
๗. มนสิการ คือการทำไว้ในใจ มีการเหนี่ยวใจไว้ในอารมณ์ วิตก เจตนา และมนสิการมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง คือวิตกเหมือนบรรจุสัมปยุตไว้ในอารมณ์ เจตนาประกอบธรรมตามที่เกิดในอารมณ์นั้นๆ กับตัวเจตนาเอง เหมือนเป็นแม่ทัพ มนสิการประคับประคองสัมปยุตธรรมให้มุ่งต่ออารมณ์ เหมือนนายสารถีคุมม้าให้วิ่งตรงไป พอมีข้อเปรียบเทียบว่า เหมือนเห็นหนังสือแล้วเกิดความคิดเรื่องการอ่าน เจตนา คือ ต้องการที่จะอ่าน มนสิการ คือ ต้องตั้งใจอ่านจึงสำเร็จประโยชน์ เพียงแต่เจตนาอย่างเดียวไม่ได้
ปกิณณกเจตสิก คือ เจตสิกที่เกิดกับจิตบางดวง ไม่ทุกดวงไป ประกอบทั้งฝ่ายโสภณจิต และ อโสภณจิต กระจัดกระจายทั่วทั้งกุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต หรือกิริยาจิตมี ๖ ดวง คือ
๑. วิตกเจตสิก เป็นธรรมชาติที่ยกจิตไว้ในอารมณ์ ได้แก่การนึกคิด หรือตรึกอยู่ในอารมณ์ อุปมาเหมือนคนอาศัยญาติซึ่งเป็นข้าราชบริพาร พาเข้าไปสู่ราชมณเฑียรได้ฉันใด จิตก็ย่อมต้องอาศัยวิตกเจตสิก จึงขึ้นสู่อารมณ์ได้ฉันนั้น
๒. วิจารเจตสิก เป็นธรรมชาติที่ประคองให้สัมปยุตธรรมอยู่กับอารมณ์ เพราะมีการเคล้าคลึงอารมณ์เป็นลักษณะ สภาพของวิตกวิจารนี้ ใกล้ชิดติดกัน อุปมาเหมือนนกเมื่อกระพือปีกบินครั้งแรกเป็นวิตก เมื่อบินติดลมแล้วกางปีกร่อนเป็นวิจาร วิตกและวิจารแม้จะเกิดขึ้นมาพร้อมกัน วิจารก็ปฏิบัติหน้าที่ตามหลังวิตก แต่รับอารมณ์ได้สุขุมกว่าวิตก
๓. อธิโมกขเจตสิก เป็นธรรมชาติที่ทำลายจิตที่รวนเร มีการตัดสินอารมณ์ได้เด็ดขาด ทั้งดีและไม่ดี ถูกหรือผิดก็ตัดสินทั้งสิ้น เหมือนเสาเขื่อนไม่หวั่นไหวในอารมณ์ถูกหรือผิดไม่เข้าใจ เป็นปฏิบักษ์ต่อวิจิกิจฉาเจตสิก
๔. วิริยเจตสิก เป็นธรรมชาติที่อดทนต่อสู้กับความลำบากที่เกี่ยวกับการงานทั้งดีและไม่ดี คือความเพียร อันได้แก่อุตสาหะ มีความสามารถอดทนต่อความยากลำบากที่ได้รับอยู่ ไม่ท้อถอย
๕. ปีติเจตสิก เป็นธรรมชาติที่มีความปลาบปลื้มใจในอารมณ์ ได้แก่สภาพแช่มชื่นอิ่มเอิบใจเมื่อได้รับอารมณ์นั้น ๆ เป็นธรรมชาติที่มีความยินดีเพราะได้ประสบอิฏฐารมณ์ “ปีติมีในที่ใด สุขก็มีในที่นั้น แต่สุขมีในที่ใด ปีติอาจไม่มีในที่นั้นก็ได้” ปีติเป็นสังขารขันธ์อุปมาเหมือนบุรุษเดินทางไกล พอทราบว่าข้างหน้ามีอาหารบริบูรณ์ก็ดีใจอันนี้คือปีติ ฯลฯ
ปีติมี ๕ คือ
๑. ขุททกาปีติ ปลาบปลื้มเล็กน้อยพอขนลุก
๒. ขณิกาปีติ ปลาบปลื้มชั่วขณะเหมือนฟ้าแลบแล้วก็หายไปเกิดขึ้นบ่อยๆ
๓. โอกกันติกาปีติ ปลาบปลื้มจนตัวไหวโยกโคลงเคลงเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ปลาบปลื้มเป็นพัก ๆ
๔. อุพเพงคาปีติ ปลาบปลื้มจนตัวลอย
๕. ผรณาปีติ อิ่มเอิบซาบซ่านทั่วร่างกาย และตั้งอยู่ได้นานปีตีมีลักษณะใกล้เคียงโสมนัส แต่ไม่ใช่โสมนัส
๖. ฉันทเจตสิก เป็นธรรมชาติที่มีความพอใจในอารมณ์ที่ต้องการ มีความปรารถนาเพื่อจะทำการ เช่น ปรารถนารูปารมณ์ ฯลฯ เมื่อต้องการก็ต้องแสวงหาการแสวงหาอารมณ์นี้จึงเป็นกิจของฉันทะ ฉันทะกับโลภะมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก ฉันทะเปรียบดังคนต้องการยา แต่โลภะเปรียบดังคนต้องการขนม