พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๖ - ผู้ที่เจริญอรูปาวจรจิต ย่อมเกิดในอรูปพรหม

จิตที่ได้ฌานเรียกอีกอย่างว่า มหัคคตจิต คือถึงความเป็นใหญ่ มีกำลัง ข่มกิเลสไว้ได้นานให้ผลอันไพบูลย์ คือให้เกิดในพรหมโลก มีการเกิดสืบต่อกันนานเป็นพิเศษ และอรูปพรหมนั้นมีอายุยืนนานเป็นอย่างยิ่ง
อรูปาวจรวิบากจิต และอรูปาวจรกิริยาจิต เรียกชื่อและจำนวนเหมือนอรูปาวจรจิต เพียงแต่ว่าทำหน้าที่ต่างขณะกัน เมื่ออรูปาวจรส่งผลให้เกิดในอรูปาวจรรูปก็เรียกอรูปาวจรวิบากจิต เมื่อพระอรหันต์เข้าอรูปาวจรฌาน เรียกว่า อรูปาวจรกิริยาจิต

โลกุตตรจิตนั้น คือ มรรคจิตผลจิตของพระอริยบุคคลทั้งหลาย ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์
โลกุตตรจิต ที่ว่าจิตเหนือโลก กามโลก รูปโลก อรูปโลก เป็นจิตที่รับอารมณ์พิเศษ คือนิพพาน อันเป็นอสังขตธรรม พ้นจากการปรุงแต่งด้วยปัจจัย คือ กรรม จิต อุตุ และอาหาร
แบ่งโดยชาติเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. ชาติกุศลคือ มรรคจิต ๘๔ หรือโลกุตรจิตกุศลตามชื่อของฌานในขณะจิตนั้น ๆ
๒. ชาติวิบาก คือ ผลจิต หรือโลกุตตรวิบากจิต มี ๔ ดวงเช่นกัน ๒ ชนิดรวมเป็น ๘ ดวง
ไม่มีโลกุตตรกิริยา เพราะมรรคจิตเกิดขึ้นเพียงมรรคละครั้งหรือเพียงชั่วขณะเดียว ทำหน้าที่ประหารกิเลสเป็นสมุจเฉทแล้วไม่ต้องเกิดขึ้นอีก
โลกุตตรธรรมมี ๙ โดยนับมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑
มรรคจิต หรือ โลกุตตรกุศลจิต ทำลายอกุศล ๙ กอง ดังนี้ คือ
โสดาบัตติมรรคจิต ทำลาย อาสวะ ได้ ๑ คือ ทิฏฐาสวะ
โสดาปัตติมรรคจิต ทำลาย โอฆะ ได้ ๑ คือ ทิฏโฐฆะ
โสดาปัตติมรรคจิต ทำลาย โยคะ ได้ ๑ คือ ทิฏฐิโยคะ
    ทำลาย คันถะ ได้ ๒ คือ สีลัพตปรามาส และ อิทังสัจจภินิเวส
       ”    อุปาทาน ได้ ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน อัตตวาทุปาทาน สีลัพพตุปาทาน
       ”    นิวรณ์ ได้ ๑ คือ วิจิกิจฉานิวรณ์
       ”   อนุสัย ได้ ๒ คือทิฏฐานุสัย, วิจิกิจฉานุสัย
       ”   สัญโญชน์ ได้ ๓ คือ ทิฏฐิสัญโญชน์, วิจิกิจฉาสัญโญชน์และ
สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์
       ”   กิเลส ได้ ๒ คือ มิจฉาทิฏฐิ, วิจิกิจฉา
สกทาคามิมรรคจิต หรือ มรรคจิตดวงที่ ๒ นั้น ทำลายอกุศลส่วนหยาบ ๆ ที่เหลือจากโสดาปัตติผลมรรคจิต ได้ทำลายมาแล้ว และการทำลายอกุศลของสกทาคามิมรรคจิตนี้ เพียงแต่ทำลายอกุศลให้เบาบางลงเท่านั้น
อนาคามิมรรคจิต ทำลาย อาสวะ ได้ ๑ คือ กามาสวะ
       ”   โอฆะ ได้ ๑ คือ กาโมฆะ
       ”   คันถะ ได้ ๑ คือ พยาปาทกายคันถะ
       ”   นิวรณ์ ได้ ๓ คือ กามฉันทนิวรณ์, พยาบาทนิวรณ์,
กุกกุจจนิวรณ์
       ”   อนุสัย ได้ ๒ คือ กามราคานุสัย, ปฏิฆานุสัย
       ”   สัญโญชน์ ได้ ๔ คือ กามราคสัญโญชน์, ปฏิฆสัญโญชน์,
มัจฉริยสัญโญชน์
อรหัตมรรคจิต ทำลายอกุศลที่เหลือทั้งหมด ที่เป็นส่วนจากมรรคเบื้องต่ำทั้ง ๓ ยังไม่ได้ทำลาย และทำอกุศลทั้งหมด ไม่ให้มีเศษเหลืออยู่อีกเลย
คำว่า ทิฏฐาสวะ ทิฏโฐฆะ ทิฏฐิโยคะ เป็นต้น คือ กิเลสตัวเดียวกันคือมิจฉาทิฏฐิ เพียงจัดหมวดต่างกัน กิเลสประเภทอื่น เช่น กาโมฆะ กามราคานุสัย นักศึกษาพึงทราบโดยนัยนี้ อรหัตมรรคจิตทำลายสังโยชน์ (กิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ) ทั้ง ๑๐ คือ
๑. กามราคะ ๒. ภวราคะ ๓. มานะ ๔. ทิฏฐิ ๕. วิจิกิจฉา
๖. สีลัพพตปรามาส ๗. อิสสา ๘. มัจฉริยะ ๙. ปฏิฆะ ๑๐. อวิชชา

ละอนุสัย ๗ ก็คือ สังโยชน์นั่นเองเพียงลด สีลัพพตปรามาส มัจฉริยะและอิสสา เมื่อมรรคจิตเกิดขึ้น ผลจิตจะเกิดตามทันที โดยไม่มีระหว่างคั่น
โสดาปัตติผลจิตเกิดขึ้น ทำผู้บรรลุให้เป็นพระโสดาบันปิดประตูอบายให้เด็ดขาด คือ ท่านจะไม่ถือปฏิสนธิในอบายภูมิ มีและเสวยสันติสุขอันเกิดจากการประหารทิฏฐิและวิจิกิจฉาได้เด็ดขาด
พระโสดาบันแบ่งเป็น ๓ จำพวก คือ ผู้ที่สร้างสมอบรมอินทรีย์ ๕ ในอดีตชาติอย่างแรงกล้า ครั้นบรรลุจะเป็นเอกพีชี เมื่อทำกาละไป จะมาเกิดใหม่เพียงชาติเดียว ผู้ที่สร้างสมอบรมอินทรีย์ปานกลาง จะเป็นโกลังโกละ ผู้ที่สร้างสมอบรมมาอ่อน จะเป็นสัตตักขัตตุปรมะ เมื่อทำ กาละไปจะมาเกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติก็ปรินิพพาน
อีกนัยหนึ่งที่แตกต่างกันก็ด้วยความมุ่งต่ออริยมรรค ๓ เบื้องบน ถ้ามีจิตมุ่งมั่นต่ออริยมรรค ๓ เจริญวิปัสสนาอย่างแรงกล้าก็เป็นเอกพีชี
ถ้ามีความเพียรมุ่งมั่นต่ออริยมรรค ๓ อย่างกลางก็เป็นโกลังโกละ
ถ้ามีความเพียรมุ่งมั่นต่ออริยมรรคอย่างอ่อนก็เป็นสัตตักขัตตุปรมะ
มีพระโสดาบันอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า วัฏฏภิรตโสดาบัน คือ เป็นพระโสดาบันที่ยังพอใจในวัฏฏะ ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก จนถึงพรหมชั้นอกนิฏฐภพ เช่น ท้าวสักกเทวราช จูฬรถเทพบุตร มหารถเทพบุตร อเนกวรรณเทพบุตร


สังโยชน์, สัญโญชน์ ใช้แทนกันได้
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ที. ปา. ๑๑/๓๐๐/๒๕๒ องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๑๓/๑๑ อภิ. วิ. ๓๕/๘๔๔/๔๖๒