พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๖ - วิธีสังเกตระดับฌาน

วิธีสังเกตระดับฌาน

รายละเอียดและข้อสังเกต
ปฐมฌาน เป็นฌานที่เกิดก่อนครั้งแรกที่ข้ามพ้นจากโคตรกามได้ โดยมีองค์ฌาน ๕ ข่มนิวรณ์ ๕ โดยการเพ่งอารมณ์กัมมัฏฐาน เช่น กสิณ ๑๐ เป็นต้น จนเกิดบริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต
ทุติยฌาน ทำปฐมฌานให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ จนไม่ต้องใช้วิตกหรือละวิตกได้ และเกิดวสี ๕
ตติยฌาน เมื่อทำทุติยฌานจนชำนาญแล้ว เห็นโทษของวิจารว่ายังหยาบ จึงใช้วิจารน้อยลงจนไม่ต้องใช้อีกเหลือแต่ปีติ สุข และเอกัคคตา
จตุตถฌาน เมื่อเข้าตติยฌานจนคล่องแคล่ว (เกิดวสี) แล้วเกิดเบื่อหน่ายตติยฌาน เห็นว่าปีติยังเป็นของหยาบ ต้องการฌานที่ละเอียดขึ้นไป เหลือแต่สุขและเอกัคคตา
ปัญจมฌาน ฌานลาภีบุคคลพิจารณาเห็นว่า สุข ยังเป็นของหยาบ จึงตั้งต้นเพ่งปฏิภาคนิมิต โดยบริกรรมภาวนา อุปจารภาวนาและอัปปนาภาวนาจนละสุข หรือเปลี่ยนสุขเป็นอุเบกขา จึงเหลือองค์ ๒ คือ อุเปกขาและเอกัคคตาเท่านั้น
ข้อสังเกต
๑. รูปาวจรวิบากจิต และรูปาวจรกิริยาจิต มีชื่อเหมือนกันเปลี่ยนแต่คำว่า กุสลจิตฺตํ เป็น วิปากจิตฺตํ และกิริยาจิตฺตํ เท่านั้น คำว่า วิตก วิจาร คือ จิตขึ้นสู่อารมณ์กัมมัฏฐานและแนบแน่นอยู่กับกัมมัฏฐาน
๒. อารมณ์สำหรับเพ่งของปฐมฌาน คือ กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อานาปานสติ ๑ กายคตาสติ ๑ อัปปมัญญา ๓ ข้อแรก
อารมณ์สำหรับเพ่งของทุติยฌาน ตติยฌานและจตุตถฌาน คือ กสิณ ๑๐ อานาปานสติ ๑ อัปปมัญญา ๓
อารมณ์สำหรับเพ่งของปัญจมฌานคือ กสิณ ๑๐ อานาปานสติ ๑๐ อัปปมัญญาอุเปกขา ๑
๓. ฌานมี ๒ นัย คือ จตุกกนัยและปัญจกนัย จตุกกนัย คือ ละวิตกวิจารได้ในองค์เดียว ปัญจกนัยละวิตกวิจารได้ ฌานละองค์จึงนับเป็นฌาน ๕
๔. ในมหากุศลจิต โสมนัสเวทนามีอานิสงส์เหนือกว่าอุเปกขาเวทนา แต่ในองค์ฌาน อุเปกขาสูงกว่า
๕. ความแตกต่างระหว่างสุขและปีติ ท่านเปรียบเทียบว่าสุขมีการเสวยอิฏฐารมณ์เป็นลักษณะ ดุจพระราชาผู้ทรงโปรดปราณรสแห่งโภชนะอันดีฉะนั้น ปีติเหมือนอาการของคนลำบากในทางกันดาร ได้เห็นน้ำที่ชายป่า (ยังไม่ได้ดื่ม) สุขเหมือนได้ดื่มน้ำที่พบแล้ว
๖. ผู้เจริญสมถกัมมัฏฐาน เมื่อจิตเริ่มเพ่งจับอารมณ์กัมมัฏฐาน ย่อมเกิดมหากุศลจิตเมื่อจิตแนบแน่นในอารมณ์กัมมัฏฐาน ถึงอัปปนาสมาธิ ย่อมเกิดรูปาวจรกุศลจิต มหากุศลจิตย่อมนำไปเกิดในกามสุคติภูมิ ๗ ส่วนรูปาวจรกุศลจิต จะนำไปเกิดในรูปภูมิ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตตภูมิ) ทุติยฌานและตติยฌานให้ผลเกิดในทุติยฌานภูมิ เพราะวิตกวิจารมีสภาพใกล้เคียงกันแต่ผลที่ได้รับในปวัตติกาลมียิ่งหย่อนกว่ากันอยู่บ้าง
ผู้เจริญรูปาวจรฌาน มีภูมิเกิดดังนี้
๑. ปฐมฌาน = พฺรหฺมปริสชฺชา, พฺรหฺมปุโรหิตา, มหาพฺรหมา
๒. ทุติยฌาน = ปริตฺตาภา, อปฺปมาณาภา, อาภสฺสรา
๓. ตติยฌาน = ปริตฺตสุภา, อปฺปมาณสุภา, สุภกิณฺหา
๔. จตุตถฌาน = เวหปฺผลา, อสญฺญีสตฺตา, สุทฺธาวาสา
๗. ผู้ที่นั่งสมาธิจนได้ฌานจิต ต้องเป็นผู้ที่ปฏิสนธิด้วยไตรเหตุ หรือเป็นติเหตุกบุคคลเท่านั้น ผู้ปฏิสนธิประเภททวิเหตุกบุคคลไม่สามารถทำฌานให้เกิดได้ แต่ก็ได้มหากุศลจิตเป็นทุนอุดหนุนการปฏิบัติในชาตินี้ชาติหน้าต่อไป ไตรเหตุ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ
ในโลกมนุษย์เรานี้มีบุคคล ๓ ประเภท คือ
ติเหตุกบุคคล
ทวิเหตุกบุคคล
สุคติอเหตุกบุคคล ปฏิสนธิด้วยอุเปกขาสันตีรณจิตฝ่ายกุศลวิบาก ในอบายภูมิมีแต่ทุคติ อเหตุกบุคคล


ตํ อิฏฺานุภวนลกฺขณํ สุโภชนรสสฺสาทโก ราชา วิยฯ ตตฺถ อารมฺมณปฏิลาเภ ปีติยา วิเสโส ปากโฏ กนฺตารขินฺนสฺส วนนฺโตทกาทิทสฺสเน วิยฯ ยถาสทฺธสฺส อนุภวเน สุขสฺส วิเสโส ปากโฏ ยถา ทิฏฺโทกสฺส ปานาทีสุ วิยาติฯ อภิธมฺมฺถวิภาวินีปาลิ ๘๖ มหามกุฏราชวิทฺยาลเยน ปกาสิตา ๒๕๑๖