พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๔ - อุปัตติเหตุแห่งอเหตุกจิต ๑๘

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า จิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุ ๖ ประการ คือ เหตุบุญ ๓ ได้แก่ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ, เหตุบาป ๓ ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ เรียกว่า “สเหตุกจิต คือ จิตที่มีเหตุ” และเหตุทั้ง ๖ ประการนี้เรียกว่า “สัมปยุตเหตุ” ส่วนจิตที่เกิดขึ้นโดยมิได้อาศัยเหตุทั้ง ๖ ประการเรียกว่า “อเหตุกจิต” เป็นจิตที่ไม่มีเหตุบุญและเหตุบาป ประกอบด้วยเลย หากแต่เกิดขึ้นโดยอาศัย อุปัตติเหตุ คือ เหตุปัจจุบันทันด่วนที่ให้จิตเกิดขึ้น
เหตุที่ทำให้เกิดอเหตุกจิต ๑๘ ดวง เรียกว่า “อุปัตติเหตุ” ซึ่งกล่าวไว้อย่างสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ อย่างน่าสนใจยิ่ง ดังต่อไปนี้
ก. เหตุให้เกิดจักขุวิญญาณ ๒ ดวง (ฝ่ายกุศลวิบาก ๑ ดวง ฝ่ายอกุศลวิบาก ๑ ดวง)
๑. จักขุปสาท มีประสาทตาดี
๒. รูปารมณ์ มีรูปต่าง ๆ
๓. อาโลกะ มีแสงสว่าง
๔. มนสิการ มีความตั้งใจ
ข. ให้เกิดโสตวิญญาณ ๒ ดวง
๑. โสตปสาท มีประสาทหูดี
๒. สัททารมณ์ มีเสียงต่าง ๆ
๓. วิวรากาส มีช่องว่างของหู
๔. มนสิการ มีความตั้งใจ
ค. เหตุให้เกิดฆานวิญญาณ ๒ ดวง
๑. ฆานปสาท มีประสาทจมูกดี
๒. คันธารมณ์ มีกลิ่นต่าง ๆ
๓. วาโยธาตุ มีธาตุลม
๔. มนสิการ มีความตั้งใจ
ฆ. เหตุให้เกิดชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง
๑. ชิวหาปสาท มีประสาทลิ้นดี
๒. รสารมณ์ มีรสต่าง ๆ
๓. อาโปธาตุ มีธาตุน้ำ
๔. มนสิการ มีความตั้งใจ
ง. เหตุให้เกิดกายวิญญาณ ๒ ดวง
๑. กายปสาท มีประสาทกายดี
๒. โผฏฐัพพารมณ์ มีวัตถุมากระทบกาย
๓. ถัทธปฐวี มีธาตุดิน
๔. มนสิการ มีความตั้งใจ
จ. เหตุให้เกิดมโนธาตุ ๓ ดวง
๑. ปัญจทวาร มีทวารทั้ง ๕ คือ ประสาทตา จมูก ลิ้น และกาย ดี
๒. ปัญจารมณ์ มีอารมณ์ทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ
๓. หทยวัตถุ มีหทัยวัตถุอันเป็นที่ตั้งของจิต
๔. มนสิการ มีความตั้งใจ
มโนธาตุ เป็นจิตที่รับรู้อารมณ์น้อยกว่าจิตดวงอื่นมีอยู่ ๓ ดวง คือปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง, สัมปฏิจฉันนจิต ๒ ดวง (คือ ฝ่ายกุศลวิบาก ๑ ดวง และฝ่ายอกุศล ๑ ดวง)
ฉ. เหตุให้เกิดมโนวิญญาณธาตุ
๑. ทวาร ๖ มี จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร และ มโนทวาร
๒. อารมณ์ ๖ มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์
๓. หทยวัตถุ มีหทัยวัตถุอันเป็นที่ตั้งของจิต (เว้นอรูปพรหม)
๔. มนสิการ มีความตั้งใจ
มโนวิญญาณธาตุ เป็นจิตที่สามารถรู้อารมณ์ได้มากกว่าปัญจวิญญาณและมโนธาตุ เฉพาะใน เหตุกจิต มีมโนวิญญาณธาตุอยู่ ๕ ดวง คือ มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง หสิตุปปาทจิต ๑ ดวง และสันตีรณจิต ๓ ดวง (คือ ฝ่ายกุศลวิบากจิต ๒ ดวง และฝ่ายอกุศลวิบากจิต ๑ ดวง)
เหตุต่าง ๆ ที่ทำให้จักขุวิญญาณเป็นต้นเกิดได้นั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า เมื่อมีเหตุเกิดทั้ง ๔ อย่างนี้มาประกอบครบบริบูรณ์แล้ว การเห็นหรือจักขุวิญญาณเป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นทันที ไม่มีสิ่งอื่นใดจะห้ามกันการเห็นเป็นต้นนั้นได้ แต่ถ้าขาดเหตุใดเหตุหนึ่ง ไม่ครบทั้ง ๔ เหตุแล้ว การเห็นเป็นต้นนั้น ย่อมบังเกิดขึ้นไม่ได้