พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๔ - การยิ้มและการหัวเราะ
การยิ้มและการหัวเราะย่อมเกิดแก่บุคคลทั้งหลาย ในลักษณะที่แตกต่างกัน ซึ่งในคัมภีร์ อลังการ ท่านจำแนกไว้เป็น ๖ อย่าง คือ
๑. สิตะ ยิ้มอยู่ในใบหน้า ไม่เห็นไรฟัน เป็นพระอาการยิ้มแย้มของพระพุทธเจ้า
๒. หสิตะ การยิ้มพอเห็นไรฟัน เป็นการยิ้มของพระอรหันต์ พระอนาคามี พระโสดาบันและปุถุชน แต่การยิ้มชนิดนี้ นอกจากพระอรหันต์แล้ว ก็เป็น การยิ้มที่ประกอบด้วยเหตุบุญหรือเหตุบาปเสมอ
๓. วิหสิตะ หัวเราะมีเสียงเบาๆ เกิดจากจิตของปุถุชน และอริยบุคคล ๓ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี
๔. อติหสิตะ การหัวเราะมีเสียงดังมาก ซึ่งมีในปุถุชน พระโสดาบัน และพระสกทาคามี
๕. อปหสิตะ การหัวเราะจนไหวโยกทั้งกาย เป็นการหัวเราะเฉพาะปุถุชนเท่านั้น
๖. อุปหสิตะ การหัวเราะจนน้ำตาไหล เป็นการหัวเราะของปุถุชนเท่านั้น

การยิ้มและการหัวเราะทั้ง ๖ ประการที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ย่อมเห็นได้ว่า การยิ้มแย้มอยู่ภายในใบหน้า ไม่เห็นไรฟัน ที่เกิดได้เฉพาะพระพุทธเจ้า และการยิ้มแย้มที่พอเห็นไรฟันที่เกิดขึ้นกับพระอรหันต์นั้น เป็นจิตที่ให้เกิดการยิ้มโดยไม่ประสงค์จะให้ยึดมั่นในอารมณ์ เหมือนอย่างจิตที่ให้เกิดการหัวเราะอย่างอื่น ๆ จิตนี้จึงมีกำลังน้อยและเป็นจิตพิเศษ จึงเรียกว่า “หสิตุปปาทจิต” และเนื่องจากที่เป็นจิตที่มีกำลังน้อยนี้เอง ทั้งไม่ประกอบด้วยเหตุ จึงเป็น อเหตุกจิต ส่วนจิตที่ให้เกิดการหัวเราะนั้น เป็นจิตมีกำลังมากและสามารถยึดอารมณ์ไว้มั่นคงจึงเป็น สเหตุกจิต