พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๔ - อเหตุกกุศลวิบากจิต
อเหตุกกุศลวิบากจิต เป็นจิตที่เป็นผลของกุศลกรรม หรือจิตที่เกิดจากอำนาจของกุศลเจตนาในมหากุศลจิต ๘ ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต แต่เพราะความบกพร่องแห่งเจตนาในกาลทั้ง ๓ คือ เจตนาก่อนทำกุศล เจตนาขณะทำกุศลและเจตนาภายหลังที่ทำกุศลกรรมนั้นแล้วกาลใดกาลหนึ่ง จึงทำให้ผลแห่งเจตนานั้นมีกำลังอ่อน และให้ผลเป็นอเหตุกะ คือเป็นจิตที่ไม่มีเหตุบุญ หรือกุศลเหตุ อันได้แก่อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ อันเป็นสัมปยุตเหตุ หากแต่เกิดขึ้นด้วย อุปัตติเหตุเท่านั้น ท่านจึงตั้งชื่อจิตชนิดนี้ว่า “อเหตุกกุศลวิบากจิต” ซึ่งปรากฏขึ้นเป็นผลของกุศลกรรมในอดีตมี ๘ ดวง คือ
๑. อุเปกฺขาสหคตํ กุศลวิปากํ จกฺขุวิญฺาณํ
จิตที่เกิดขึ้นทางตาที่ได้เห็นรูปที่ดี โดยรู้สึกเฉย ๆ (จักขุวิญญาณจิต)
๒. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ โสตวิญาณํ
จิตที่เกิดขึ้นทางหูที่ได้ยินเสียงที่ดี โดยรู้สึกเฉย ๆ (โสตวิญญาณจิต)
๓. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ ฆานวิญฺาณํ
จิตที่เกิดขึ้นทางจมูกที่ได้กลิ่นที่ดี โดยรู้สึกเฉย ๆ (ฆานวิญญาณจิต)
๔. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ ชิวฺหาวิญฺาณํ
จิตที่เกิดขึ้นทางลิ้นที่ได้ลิ้มรสที่ดี โดยรู้สึกเฉย ๆ (ชิวหาวิญญาณจิต)
๕. สุขสหคตํ กุสลวิปากํ กายวิญฺาณํ
จิตที่เกิดขึ้นทางกายที่ได้กระทบสิ่งที่ดี โดยรู้สึกเป็นสุข (กายวิญญาณจิต)
๖. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ สมฺปฏิจฺฉนฺนํ
จิตที่เกิดขึ้นโดยรับอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ดีนั้น โดยรู้สึกเฉย ๆ (สัมปฏิจฉันนจิต)
๗. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ สนฺตีรณํ
จิตที่เกิดขึ้นพิจารณาอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ดีนั้น โดยรู้สึกเฉย ๆ (อุเบกขาสันตีรณจิต)
๘. โสมนสฺสสหคตํ กุสลวิปากํ สนฺตีรณํ
จิตที่เกิดขึ้นพิจารณาอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ดีนั้น โดยรู้สึกยินดีมาก (โสมนัสสันตีรณจิต)
เกี่ยวกับอเหตุกจิตนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า อเหตุกกุศลวิบากมีถึง ๘ ดวง มากกว่าอกุศลวิบาก ๑ ดวง คือ โสมนัสสันตีรณจิต ทั้งนี้ก็เพราะว่าสันตีรณจิตเป็นจิตที่พิจารณาอารมณ์และอารมณ์ที่พิจารณานั้นมี ๒ ชนิด คือ
๑. อิฏฐมัชฌัตตารมณ์ อารมณ์ที่ดีอย่างธรรมดา
๒. อติอิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ดียิ่ง
สันตีรณกุศลวิบากจิตนั้น เมื่อเวลาได้รับอิฏฐมัชฌัตตารมณ์ ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับอุเบกขาเวทนา จึงมีชื่อเต็มของจิตดวงนี้ว่า “อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจิต” แต่เมื่อได้อติอิฏฐารมณ์ ก็ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับโสมนัสสเวทนา กุศลวิบากจิตดวงนี้จึงมีชื่อเต็มว่า “โสมนัสสกุศลสันตีรณวิบากจิต”
ส่วนสันตีรณอกุศลวิบากจิต เมื่อได้รับ อนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่ไม่ดีอย่างธรรมดาหรือได้รับ อติอนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่ไม่ดีมาก ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับอุเบกขาเวทนาอย่างเดียว ไม่อาจเกิดพร้อมกับโทมนัสสเวทนาได้ เพราะโทมนัสสเวทนานั้นจะต้องเกิดขึ้นกับโทสมูลจิตเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่าโทสมูลจิตนั้น เมื่อว่าตามชาติตระกูลของจิตแล้ว ก็เป็นอกุศลชาติและเมื่อว่าโดยเหตุแล้ว ก็เป็นสเหตุกจิตชนิดที่ประกอบด้วยอกุศลเหตุ คือ โทสเหตุ และโมหเหตุ แต่ สันตีรณจิตนี้เป็นจิตที่เป็นวิบากชาติอย่างเดียวคือ เป็นจิตที่เป็นผล ไม่ใช่ชนิดที่เป็นเหตุและยังเป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุใด ๆ อีกด้วย
เพราะฉะนั้น อกุศลวิบากสันตีรณจิต ถึงแม้จะรับอารมณ์ที่เป็น อติอนิฏฐารมณ์ ก็เกิดพร้อมกับโทมนัสสเวทนาไม่ได้เลย ต้องเกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนาเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองอกุศลวิบากจิตจึงมีเพียง ๗ ดวง น้อยกว่าอเหตุกกุศลวิบากจิตอยู่ ๑ ดวง
ในการเรียกชื่ออเหตุกจิตนี้ อาจจะมีผู้สงสัยว่า “เพราะเหตุไร อกุศลวิบากจิต จึงไม่มีคำว่า “อเหตุก” นำหน้าเหมือนอเหตุกกุศลวิบากจิตทั้ง ๆ ที่เป็นอเหตุกจิตเหมือนกัน ข้อนี้ขอเฉลยว่า กุศลวิบากจิต (จิตที่เป็นผลของกุศล) มีอยู่ถึง ๒ ประเภท คือ มหากุศลวิบากจิตและอเหตุกกุศลวิบากจิต ถ้าไม่มีคำว่า “มหา” หรือ คำว่า “อเหตุก” ไว้ข้างหน้าแล้ว การเรียกชื่อกุศลวิบากจิตทั้ง ๒ ประเภทนี้ก็อาจจะเหมือนกันได้ ส่วนอกุศลวิบากจิตนั้นมีเพียงอย่างเดียว ไม่มีมหาอกุศลวิบากจิต จึงไม่จำเป็นต้องใส่อเหตุกเข้ามาไว้ข้างหน้าว่า “อเหตุกกุศลวิบากจิต” และการที่อกุศลวิบากจิตมีเพียงอย่างเดียว ไม่มีมหาอกุศลวิบากจิตเหมือนอย่างฝ่ายมหากุศลวิบากจิตนั้น ก็เพราะว่าจิตฝ่ายอกุศลนั้น มี อุทธัจจะ อันเป็นอกุศลเจตสิกเกิดร่วมอยู่ด้วยทุกดวง จึงไม่อาจจะมีกำลังมากได้ เนื่องจากอุทธัจจะเป็นเจตสิกที่ทำให้จิตกำลังอ่อน
อนึ่ง จักขุวิญญาณจิต โสตวิญญาณจิต ฆานวิญญาณจิต ชิวหาวิญญาณจิต และกายวิญญาณจิต ฝ่ายกุศลวิบาก ๕ ดวง และฝ่ายอกุศลวิบาก ๕ ดวง รวม ๑๐ ดวงนี้ นิยมเรียกกันว่า “ทวิปัญจวิญญาณ” ซึ่งแปลว่า “ปัญจวิญญาณจิตทั้งคู่” คือจิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี ฝ่ายละ ๕