พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๓ - โมหมูลจิต ๒
โมหมูลจิต เป็นจิตที่หลงงมงาย เป็นจิตที่ไม่รู้ คือไม่สามารถรู้เหตุผลตามความเป็นจริงของสภาวธรรมได้ เพราะเป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยมีโมหเจตสิกเป็นประธานหรือเป็นมูลเหตุ
มีลักขณาทิจตุกะ คือ
๑. มีความไม่รู้เป็นลักษณะ
๒. มีการปกปิดไว้ซึ่งสภาวะแห่งอารมณ์เป็นกิจ
๓. มีความมืดมนเป็นผล
๔. มีการไม่ได้พิจารณาอารมณ์นั้น ๆ ด้วยดี เป็นเหตุใกล้
โมหมูลจิต มี ๒ ดวง คือ
๑. จิตที่เกิดพร้อมกับอุเบกขา ประกอบด้วยความสงสัย (วิจิกิจฉาสัมปยุต)
(อุเปกฺขาสหคตํ วิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตเมกํ)
๒. จิตที่เกิดพร้อมกับอุเบกขา ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจสัมปยุต)
(อุเปกฺขาสหคตํ อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตเมกํ)
ในการกระทำอกุศลทุกชนิด ย่อมมีโมหมูลจิตเกิดร่วมด้วยทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะว่าโมหะเป็นรากเหง้าของบาปอกุศลทั้งปวง จึงเป็นเหตุหนุนให้จิตเกิดโลภะบ้าง เกิดโทสะบ้าง ตามอารมณ์ที่น่ายินดีและไม่น่ายินดีที่กำลังประสบอยู่ ฉะนั้น จึงกล่าวว่า
“(๑) เมื่อโลภมูลจิตเกิดขึ้น มีโลภะเป็นเหตุนำ มีโมหะเป็นเหตุหนุน
(๒) เมื่อโทสมูลจิตเกิดขึ้น มีโทสะเป็นเหตุนำ มีโมหะเป็นเหตุหนุน
(๓) เมื่อโมหมูลจิตเกิดขึ้น มีโมหะเป็นเหตุนำอย่างเดียวไม่มีเหตุอื่นหนุน”
ดังนั้น โลภะ โทสะ และโมหะ ทั้ง ๓ ประการนี้ จึงเป็นมูลหรือเป็นต้นเค้าของการกระทำบาปอกุศลทั้งปวง