พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๒ - จิต

อุเทส

  วิจิตฺตกรณา จิตฺตํ   อตฺตโน จิตฺตตาย วา
  จิตฺตํ กมฺมกิเลเสหิ   จิตฺตํ ตายติ วา ตถา
  จิโนติ อตฺตสนฺตานํ   วิจิตฺตารมฺมณนฺติ วา
(อภิธมฺมตฺถวิภาวินี ๖๗)

คำว่า จิตมีอรรถอยู่ ๖ ประการคือ
๑. ชื่อว่าจิต เพราะสร้างสิ่งวิจิตร หรือทำให้วิจิตร สิ่งปรุงแต่งทั้งมวลในโลกทั้งงดงามเป็นศิลปะสวยงาม ประสาทราชวัง..ที่มีชื่อเสียงของโลก ยานอวกาศที่ไปได้ไกลมีความซับซ้อน อาวุธที่ประหัตประหารกันหลายรูปแบบและร้ายแรง สถานที่ทางศาสนาหรือศาสนสถานที่ออกแบบให้สวยงามแสดงออกถึงความสงบ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เกิดจากจิตทั้งสิ้น
๒. ชื่อว่าจิต เพราะความที่จิตเองเป็นธรรมชาติวิจิตรซับซ้อน ใจของแต่ละคนมีความคิดซับซ้อน บางทีคิดเรื่องดี ๆ อยู่ ความคิดชั่วก็แทรกขึ้นมา หรือกำลังทำชั่วในสถานการณ์เลว ความเมตตากรุณาก็ผุดขึ้นมาได้ บางคนโกรธตัวเองไม่รู้ว่าตนต้องการอะไรแน่ ตามใจตนเองไม่ทัน จึงมีคำโคลงว่า
มหาสมุทรลึกล้น คณนา
มีดิ่งทิ้งทอดมา หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา กำหนด
จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้หยั่งถึง

๓. ชื่อว่าจิต เพราะถูกกรรมกิเลสสั่งสมไว้ (มาก – นาน) ใจของแต่ละคนทำกรรมไว้ไม่เหมือนกัน ดีบ้างชั่วบ้าง มีกิเลสความเศร้าหมองซึมซับอยู่มาก เหมือนบ่อน้ำครำเป็นที่รวมของน้ำโสโครกหลายชนิด และความโสโครกก็หลากชนิด การที่จะทำจิตให้สะอาดผ่องแผ้วจึงต้องใช้เวลา ความเพียร และสติปัญญาอย่างสูงจึงจะสำเร็จ แต่โดยทั่วไปคนที่คิดทำความสะอาดจิตมีน้อย พระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนเป็นข้อสำคัญว่า สจิตฺตปริโยทปนํ การชำระจิตตนให้ผ่องแผ้ว เป็นคำพร่ำสอนของพระพุทธเจ้า
๔. ชื่อว่าจิต เพราะรักษาไว้ซึ่งวิบากอันวิจิตร ผลของการทำดีทำชั่ว พูดดีพูดชั่ว คิดดีคิดชั่ว จิตเป็นผู้รักษาไว้ เป็นภวังคปาตะ หรือตกภวังค์ เรียกว่า วิบากกรรม เหล่านี้ตกผลึกอยู่ในส่วนลึกของจิตใต้สำนึก เรามักคิดว่า การคิดคนเดียวไม่เป็นไร ตามที่จริงแม้คิดคนเดียวก็ต้องเลือกคิด ถ้าปล่อยให้คิดชั่วประจำวิบากความชั่วจะสะสมไว้ นาน ๆ ก็เป็นคนชั่วสมบูรณ์แบบ คือชั่วทั้งคิด พูด และทำ
๕. ชื่อว่าจิต เพราะสะสมไว้ซึ่งสันดานของตนเอง คำว่าสันดาน หมายถึงหนา หรือหนาแน่น ความหมายเดิมใช้ทั้งทางดีและชั่ว แต่ทั่วไปมักเข้าใจว่ามีแต่ไม่ดีที่ว่าหนาแน่น คือเมื่อสะสมนิสัย ความโน้มเอียงทางใดนาน ๆ บ่อย ๆ หรือขั้นข้ามภพข้ามชาติ จะมีสิ่งที่สะสมไว้คิดแน่น ยากที่จะมีสิ่งใดมาทำให้คลอนแคลน เช่นคำว่า วิสุทฺธมฺมสนฺตาโน อนุตฺตราย โพธิยา พระพุทธเจ้ามีพระสันดานอันบริบูรณ์ด้วยพระธรรมอันบริสุทธิ์ด้วยการตรัสรู้อย่างเยี่ยม ในทางไม่ดี เช่น มีสันดานเป็นโจร คือสะสมความเป็นโจรจนแน่น
๖. ชื่อว่าจิต เพราะมีอารมณ์อันวิจิตร คิดจิตย่อมรู้คิดอารมณ์ตลอดเวลา ผ่านทางอายตนะทั้ง ๕ บ้าง คิดทางใจบ้าง เห็นสิ่งสวยงาม ฟังเสียงไพเราะ สูดกลิ่นหอมหรือบางขณะกำลังเห็นภาพสวยงาม แต่อาจรับฟังเสียงไม่เพราะก็ได้ เช่น คนรูปร่างหน้าตาดี กำลังส่งเสียงด่า แม้ว่าจะมีความซับซ้อนกว่านี้ แต่จิตรับได้อย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
จิตมีดวงเดียวหรือหลายดวง
ตามสภาวลักษณะ จิตมีดวงเดียว ดังพระพุทธภาษิตว่า
ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา

ผู้ใดจักสำรวมจิตที่ไปไกล เที่ยวไป ดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำ (คือกาย) เป็นที่อยู่อาศัย ผู้นั้นจักพ้นจากเครื่องผูกของมารได้
ที่ว่าจิตดวงเดียว หมายถึงว่า เกิดขึ้นดวงเดียว (หรือขณะเดียว) แล้วดับเพราะดวงแรกดับดวงต่อมาจึงเกิดติดต่อกันไป ดังคำอธิบายในอรรถกถาว่า
“อนึ่ง ไม่มีจิตที่สามารถเกิดพร้อมกันในขณะเดียวกัน ๗ – ๘ ดวง เหมือนช่อกัณณิการ์ ในขณะเกิดขึ้นจิตก็เกิดทีละดวง เมื่อจิตดวง (แรก) นั้นดับแล้ว จิต (ดวงต่อมา) ก็เกิดขึ้นทีละดวงอีก เหตุนั้น จึงชื่อว่า เที่ยวไปดวงเดียว

ในขุททกนิกาย มหานิเทส มีพระพุทธพจน์ว่า “ชีวิต อัตภาพ สุขและทุกข์ทั้งมวล เป็นธรรมประกอบกันเสมอด้วยจิตเพียงดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปรวดเร็ว เทวดาเหล่าใดย่อมดำรงชีวิตอยู่ตลอดเวลาแปดหมื่นสี่พันกัป เทวดาเหล่านั้น ย่อมไม่ประกอบด้วยจิตสองดวงดำรงอยู่เลย...สัตว์ไม่เกิดด้วยขันธ์อันเป็นอนาคต ย่อมเป็นอยู่ด้วยปัจจุบันขันธ์ สัตว์โลกตายแล้วเพราะความแตกแห่งจิต นี้เป็นบัญญัติทางปรมัตถ์...ขันธ์ทั้งหลายมาโดยไม่ปรากฏ แตกแล้วก็ไปสู่ที่ไม่ปรากฏ ย่อมเกิดขึ้นและเสื่อมไปเหมือนสายฟ้าแลบในอากาศ”
สุนทร ณ รังษี ได้อธิบายว่า
“ข้อความว่า ชีวิต อัตภาพ สุขและทุกข์ทั้งมวลเป็นธรรมประกอบกันเสมอด้วยจิตเพียงดวงเดียว ขณะย่อมเป็นไปรวดเร็ว” หมายความว่า ชีวิตร่างกาย สุขและทุกข์ที่บุคคลมี ก็มีอยู่ที่จิตซึ่งเกิดขึ้นทีละดวงหรือขณะละดวง ช่วงเวลาที่ธรรมชาติมีสุขเป็นต้น ดำรงอยู่จึงเป็นช่วงสั้นเท่ากับขณะของจิตที่ดำรงอยู่เพียงขณะเดียวแล้วดับไปเท่านั้น”
จิตหลายดวง
จิตมีหลายดวงตามพระอภิธรรมปิฎกจำแนกจิตเป็น ๘๙ หรือ ๑๒๑ ตามหน้าที่หรือกิจในแต่ละขณะเวลา


ขุ.ธ. ๒๕/๑๓/๑๙ฯ
สตฺตฏฺจิตฺตานิ ปน เอกโต กณฺณิกพทฺธานิ เอกกฺขเณ อุปฺปชฺชิ สมตฺถานิ นาม นตฺถิ อุปฺปตฺติกาเล เอเกกเมว จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺมึ นิรุทฺเธ ปุน เอเกกเมว อุปฺปชฺชตีติ เอกจรํ นาม ชาตํ ฯ (สฺยามรฏฺสฺส เตปิฎกฏฺกถา. ธมฺมปทฏฺกถา. ปโม ภาโค ๑๗/๓๑๗)
ขุ.มหา. ๒๙/๔๙/๑๘๒
สุนทร ณ รังษี. พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓) หน้า ๒๓๔-๒๓๖