พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑๖ - วิปัสสนากัมมัฏฐาน
วิปัสสนากัมมัฏฐาน
         ธรรมชาติที่ชื่อว่า วิปัสสนา เพราะอรรถว่า เห็นแจ้งโดยประการต่าง ๆ ด้วยอำนาจลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น ได้แก่ภาวนาปัญญามีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น ที่ตั้งของวิปัสสนาเรียกวิปัสสนากัมมัฏฐาน

วิสุทธิ ๗
         ๑. สีลวิสุทธิ คือ ปาฏิโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล ปัจจัยสันนิสสิตศีล
         ๒. จิตตวิสุทธิ คือ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ
         ๓. ทิฏฐิวิสุทธิ คือ การกำหนดนามรูปด้วยอำนาจลักษณะ กิจ ปัจจุปัฏฐาน และปทัสฐาน
         ๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ คือ การกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปเหล่านั้น
         ๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือ การกำหนดลักษณะแห่งมรรค ไม่ติดอยู่ในวิปัสสนูปกิเลส พิจารณาสังขารนามรูป ด้วยอำนาจสัมมสนญาณว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
         ๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน
         ๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ ความรู้ในอริยมรรค ๔ ก่อนถึงวิสุทธิข้อนี้จะเกิดโคตรภูญาณคั่นก่อน เรียกว่า เป็นข้อต่อระหว่างปุถุชนและอริยบุคคล

วิปัสสนาญาณ ๙
๑. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณที่เห็นความเกิดดับของนามรูป
๒. ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณที่เห็นความดับของนามรูป
๓. ภยตุปัฏฐานญาณ ญาณที่เห็นนามรูปปรากฏเป็นของน่ากลัว
๔. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณที่เห็นนามรูปเป็นโทษ
๕. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณความน่าเบื่อหน่ายในนามรูป
๖. มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณที่อยากพ้นไปจากการครองนามรูป
๗. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณที่พิจารณาหาทางเพื่อให้พ้นไปจากการ ครองนามรูป
๘. สังขารุเปกขาญาณ ญาณที่พิจารณานามรูปด้วยความวางเฉย
๙. สัจจานุโลมิญาณ ญาณอันคล้อยต่อการหยั่งรู้อริยสัจ

         ตามพระอภิธัมมัตถสังคหะเพิ่ม สัมมสนญาณ (พิจารณาขันธ์ ๕ ตามแนวไตรลักษณ์) เป็นที่ ๑ จึงเป็นวิปัสสนาญาณ ๑๐ (ขุ. ปฏิ. ๓๑/๑/๑, วิสุทธิ. ๓/๒๖๒ - ๓๑๙)

         ประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์
๑. สุญญตวิโมกข์ หลุดพ้นด้วยความเห็นว่าง หมดความยึดมั่น โดยปัญญา พิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนัตตา อาศัยอนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส
๒. อนิมิตตวิโมกข์ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต โดยเกิดจากปัญญาเกิดจากพิจารณาเห็นนามรูปเป็นอนิจจัง อาศัยอนิจจานุปัสสนา ถอนวิปัลลาสนิมิต
๓. อัปปณิหิตวิโมกข์ หลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูปโดยความเป็นทุกข์ถอนความปรารถนาเสียได้ อาศัยทุกขานุปัสสนาถอนตัณหาปณิธิอนุปัสสนา ๓ คือ อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา และอนัตตานุปัสสนา ตั้งอยู่ในฐานะวิโมกข์ ของวิโมกข์ ๓

วิปัสสนาภูมิ
         วิปัสสนารูป คือ ภูมิของวิปัสสนา หรืออารมณ์ของวิปัสสนามี ๖ คือ
                  ๑. ขันธ์ ๕
                  ๒. อายตนะ ๑๒
                  ๓. ธาตุ ๑๘
                  ๔. อินทรีย์ ๒๒
                  ๕. อริยสัจ ๔
                  ๖. ปฏิจจสมุปบาท ๑๒
         แจกออกเป็นข้อย่อยได้อีกเป็น ๗๓ ผู้ปฏิบัติจะเลือกข้อใดข้อหนึ่งขึ้น พิจารณาตามความเหมาะสม

บุคคลผู้บรรลุ
         ๑. พระโสดาบัน เกิดอีก ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก เจริญโสดาปัตติมรรค ละทิฏฐิวิจิกิจจา ได้
         ๒. พระสกิทาคามี ทำราคะ โทสะให้เบาบาง เกิดในโลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว
         ๓. พระอนาคามี ละกามราคะพยาบาทได้เด็ดขาด ไม่มาเกิดในโลกนี้อีก
         ๔. พระอรหันต์ ละกิเลสทุกอย่างได้เด็ดขาด

         ผลสมาบัติมีทั่วไปแก่พระอริยบุคคลตามที่ตนบรรลุ แต่การเข้านิโรธสมาบัติ มีแก่พระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้น
         ในพระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม เล่ม ๑ คือวินัย มหาวิภังค์ เล่ม ๘ คัมภีร์บริวาร พระสูตรเล่ม ๑ (๙) ทีฆนิกายเล่ม ๒๕ (๓๓) ขุททกนิกาย อปาทาน พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ (๓๔) พระธัมมสังคณี เล่ม ๑๒ (๔๕) คัมภีร์ปัฏฐาน พระอภิธรรม ๑๒ เป็นคัมภีร์ปัฏฐานเสีย ๖ เล่ม ถือได้ว่า ปัฏฐาน เป็นเรื่องกล่าวมากที่สุดในพระอภิธรรม เมื่อพระอนุรุทธาจารย์ แต่งคัมภีร์พระอภิธัมมัตถสังคหะย่อพระอภิธรรมปิฎกให้เหลือน้อยหน้าเพื่อสะดวกแก่กุลบุตรผู้เป็นมันทบุคคล ในการแต่งของท่าน ท่านย่อคัมภีร์ปัฏฐานจบลงในบทที่ ๘ และบทที่ ๙ คือกัมมัฏฐานในบทสุดท้าย จึงชวนให้คิดหาเหตุผล
         มีข้อ สันนิษฐานว่า ท่านพระอนุรุทธาจารย์ต้องการบอกให้นักศึกษาพระอภิธรรมทราบว่า การศึกษาพระอภิธรรม หากเพียงอ่านก็จบได้เฉพาะบทที่ ๘ ในอภิธัมมัตถสังคหะ ของท่าน และในพระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔๕ ถือว่าจบด้วยการอ่าน หรือผ่านพระปริยัติสัทธรรม แต่จะศึกษาพระอภิธรรมให้จบจริง ๆ ต้องเริ่มด้วยกัมมัฏฐานการฝึกจิตเท่านั้น จึงจะถือว่าผ่าน พระอภิธรรมจริง ๆ ด้วยการปฏิบัติ แล้วบรรลุปฏิเวธสัทธรรม ข้อสันนิษฐานนี้อาศัยพระพุทธวจนะ ในอังคุตตรนิกาย และมหาปรินิพพานสูตร เป็นแนว โดยทรงสรรเสริญ ปฏิบัติบูชา ธัมมบูชาว่า เป็นยอดเยี่ยม สามารถทรงพระศาสนาไว้ได้ตลอดกาลนาน