พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑๕ - ทรรศนาธิบายของท่านพุทธทาส ภิกขุ
ที่นี่ ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ เท่านั้น ก็มีปฏิจจสมุปบาทได้เป็นรอบ ๆ ๆ ๆ นับไม่ไหว. ในวันหนึ่งก็นับไม่ไหว ไม่เหมือนกับที่ต้องรอถึงสามชาติ จึงจะเป็นปฏิจจสมุปบาทสักรอบหนึ่ง ปฏิจจสมุปบาทอย่างนั้น มันมีไว้สำหรับสอนศีลธรรม : สอนให้คนกลัวบาป ทำดีในชาตินี้ไว้ เป็นผลในชาติหน้าต่อตายแล้วนั้นน่ะ ดูมันมีลักษณะเป็นสัสสตทิฏฐิอยู่ในนั้น คือเชื่อว่าคนเดียวกัน ตายแล้วเกิดอีก แล้วจะได้รับผลของกรรมที่ทำไว้ในชาตินี้ คือตัวกูนั่นแหละ อย่างนี้มันเป็นลักษณะของสัสสตทิฏฐิ ไม่ใช่พุทธศาสนาที่ถูกต้อง แต่ก็สอนได้ในฐานะเป็นศีลธรรม ให้คนกลัวบาปกลัวกรรม ตั้งหน้าตั้งตาทำดี หวังพึ่งดี อยู่กับดี เอาตัวรอดกับดี มันก็เป็นไปแต่เพียงดีนี้อย่างหนึ่ง
สิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท นั้น เล็งถึงอาการที่สิ่งหนึ่งปรุงแต่งสิ่งหนึ่งให้เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งปรุงแต่งสิ่งหนึ่งให้เกิดขึ้น ตามกฎของอิทัปปัจจยตาว่าเมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น
สำหรับข้อนี้ให้เข้าใจเสียก่อนว่า แม้มันจะปรุงแต่งช่วงเดียว ขณะเดียว แม้ช่วงเดียว ก็เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท แม้มันจะปรุงแต่งกันหลาย ๆ ๆ ๆ ช่วงต่อกันไปจนถึงผลสุดท้ายของกรณีหนึ่ง ก็เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ดังนั้น ดังที่เราทราบกันอยู่ดีแล้ว และที่พระสวดตั้งหลายสิบครั้งแล้วนี้ มันก็บอกแล้วว่า แม้แต่เพียงว่า "อวิชชาให้เกิดสังขาร" ช่วงเดียวนี้ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท แม้ "สังขารให้เกิดวิญญาณ" นี้ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท ช่วงเดียวอาการเดียวอย่างนี้ ก็เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท และเมื่อมาต่อกันทั้ง ๑๑ อาการ มันก็เป็นปฏิจจสมุปบาท อยู่นั่นแหละ หากแต่ว่ามันเต็มรอบ หรือเต็มสาย หนึ่ง ๆ
เพราะว่า คำว่า ปฏิจจสมุปบาท มันเล็งถึงอาการที่ : เมื่อสิ่งหนึ่งเป็นปัจจัย ทำให้สิ่งใหม่เกิดขึ้น นี่คือปฏิจจสมุปบาท ดังนั้นมันจึงมีมากมาย แล้วแต่ว่าจะมองกันในแง่ไหน หรือสักเท่าไร การปรุงแต่งที่เกี่ยวเนื่องกันไปเป็นสายนั้นเป็นปฏิจจสมุปบาท ทั้งนั้น


พุทธทาส ภิกขุ, อิทัปปัจจยตา (ไชยา : ธรรมทานมูลนิธิ, ๒๕๒๕) หน้า ๔๗๓-๔๗๕