พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑๕ - ปฏิจจสมุปบาท ๗ นัย

ปฏิจจสมุปบาท ๗ นัย

๑. กาล ๓ ๒. องค์ ๑๒ ๓. อาการ ๒๐ ๔. สนธิ ๓
๕. สังเขป ๔ ๖. วัฏฏะ ๓ ๗. มูล ๒
(๑) กาล
๑. อดีตกาล มีอวิชชาสังขารเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายเกิดแล้วในภพก่อน ๆ ต้องมาเกิดในภพปัจจุบัน
๒. อนาคตกาล มีชาติชรามรณะเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายจะต้องเกิดแก่ตายในอนาคตต่อ ๆ ไป
๓.ปัจจุบันกาล มีวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน กัมมภพเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายทำกรรมในปัจจุบันภพ
หมายเหตุ สัตว์ทั้งหลาย ถูกอวิชชาปิดบังไว้ ซึ่งเป็นเหตุในอดีตทำให้ต้องมาเกิดอีก เมื่อเกิดแล้วก็ไม่รู้จักคุณโทษของการทำบุญบาปได้ จึงพากันทำบุญและบาปด้วยกายวาจาใจเสมอแล้วก็ต้องพากันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารร่ำไป เป็นเหตุให้วิญญาณ นามรูป สฬายตนะผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน และกัมมภพ เกิดขึ้นอีก สภาวะ ๘ อย่างนี้ จึงเป็นเหตุในปัจจุบันกาลแล้วเป็นผลให้เกิดชาติชรามรณะในอนาคตกาล
(๒) องค์ ๑๒
๑. อวิชชา ๒. สังขาร ๓. วิญญาณ ๔. นามรูป
๕. อายตนะ ๖. ผัสสะ ๗. เวทนา ๘. ตัณหา
๙. อุปาทาน ๑๐. ภพ ๑๑. ชาติ ๑๒. ชรามรณะ
(๓) อาการ ๒๐
๑. อตีเต เหตโว ปญฺจ อดีตเหตุ ๕ คือ อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน และกัมมภพ
๒. อิทานิ ผลปญฺจก ผลปัจจุบัน ๕ คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา
๓. อิทานิ เหตโว ปญฺจ เหตุปัจจุบัน ๕ คือ ตัณหา อุปาทาน กัมมภพ อวิชชา และสังขาร
๔. อายตึ ผลปญฺจกํ ผลอนาคต ๕ คือ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา
(๔) สนธิ ๓
สนธิตั้งวิเคราะห์ว่า สนฺธียนฺติ เหตุผลธมฺมา เอตฺถาติ = สนฺธิ แปลว่า ธรรมะที่มีเหตุผลสืบต่อกัน ชื่อว่า สนธิ
๑. สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณสังขารเป็นเหตุวิญญาณเป็นผล
๒. เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาเวทนาเป็นเหตุตัณหาเป็นผล
๓. ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติภพเป็นเหตุชาติเป็นผล
(๕) สังเขป ๔
สังเขปตั้งวิเคราะห์ว่า สงฺขิปียนฺติ สงฺคยฺหนฺติ ปธานธมฺมา เอตฺถาติ = สังเขโป แปลว่า ธรรมที่เป็นประธานรวบรวมสงเคราะห์ ชื่อว่า สังเขปรวบรวมโดยเป็นเหตุเป็นผล
๑. อวิชชาสังขารจัดเป็นเหตุอดีต
๒. วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา จัดเป็นผลปัจจุบัน
๓. ตัณหา อุปาทาน กัมมภพ จัดเป็นเหตุปัจจุบัน
๔. ชาติ ชรา มรณะ จัดเป็นผลอนาคต
(๖) วัฏฏะ ๓
วัฏฏะตั้งวิเคราะห์ว่า วฏฺฏนฺติ ปุนปฺปุนํ อาวฏฺฏนฺตีติ = วฏฺฏํ
แปลว่า สภาวะธรรมที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดต้องตายหมุนเวียนอยู่เรื่อยไป ชื่อว่า วัฏฏะ
๑. กิเลสวัฏฏ์ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
๒. กัมมวัฏฏ์ คือ กัมมภพ สังขาร
๓. วิปากวัฏฏ์ คือ อุปปัตติภพ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
(๗) มูล ๒
มูลตั้งวิเคราะห์ว่า มูลยนฺติ สพฺเพปิ วฏฺฏธมฺมา ติฏฺนฺติ เอตฺถาติ = มูลานิ
แปลว่า ธรรมะที่เป็นวัฏฏะทั้งหมดทำให้สัตว์ทั้งหลายหมุนเวียนร่ำไป ชื่อว่า มูล
๑. อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ๗ อย่างนี้มีอวิชชาเป็น มูล เป็นผลปัจจุบัน เรียกว่า ปุพพันตภวจักร คือ จักรแรก
๒. ตัณหา อุปาทาน กัมมภพ ชาติชรามรณะ ๔ อย่างนี้ มีตัณหาเป็นมูล เป็นเหตุปัจจุบัน เรียกว่า อปรันตภวจักร คือ จักรหลัง