พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑๕ - บัญญัติธรรม
บัญญัติธรรมนั้น ท่านเรียกว่า "อสภาวธรรม" คือ ธรรมที่สมมติกันขึ้น บัญญัติ คือแต่งตั้งกันขึ้น ไม่มีสภาวะโดยแท้จริง เพื่อจะได้ให้เป็นประโยชน์ต่าง ๆ ในการเรียกหาของชาวโลก บัญญัติธรรมมีประเภทใหญ่ ๒ ประเภท คือ
๑. อัตถบัญญัติ หรือปัญญาปิยัตตาบัญญัติ
๒. สัททบัญญัติ หรือปัญญาปนโตบัญญัติ
๑. อัตถบัญญัติ จำแนกย่อยออกเป็น ๖ คือ
๑. สัณฐานบัญญัติ คือบัญญัติขึ้นด้วยทรวดทรงสัณฐานของวัตถุ เช่น ภูเขา ต้นไม้
๒. สมุหบัญญัติ คือบัญญัติขึ้นด้วยการประชุมของวัตถุ เช่น เกวียน บ้าน
๓. สัตตบัญญัติ คือบัญญัติขึ้นด้วยอาศัยขันธ์ ๕ ว่าเป็นคน สัตว์ เทวดา ฯลฯ
๔. ทิสากาลาทิบัญญัติ คือบัญญัติขึ้นด้วยอาศัยการหมุนเวียนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว เช่น วัน เดือน ปี ทิศเหนือ ฯลฯ
๕. อากาศบัญญัติ คือบัญญัติขึ้นด้วยอาศัยช่องว่างของมหาภูตรูป ๔ ที่ไม่ต่อกัน เช่น หลุม ถ้ำ ฯลฯ
๖. นิมิตตบัญญัติ คือบัญญัติขึ้นด้วยอาศัยนิมิต (เครื่องหมาย) ในกรรมฐาน เช่น บริกรรมนิมิต ในสัณฐาน เช่น สุภนิมิตหรือในกิริยาอาการ เช่น เดิน ยืน นั่ง นอน ฯลฯ
ทั้ง ๖ นี้เป็นอัตถบัญญัติ เพราะเป็นการส่อถึง "อรรถ" โดยอาการเปรียบเทียบแห่งความหมายว่าไม่ใช่ ปรมัตถสัจจะ เพื่อต้องการให้รู้ถึงสิ่งนั้น
๒. สัททบัญญัติ หมายถึงคำพูดที่ใช้เรียกตามที่ได้ตั้งชื่อไว้นั้น จำแนกย่อยออกเป็น ๖ คือ
๑.นามบัญญัติ ชื่อว่านาม เพราะอรรถว่า น้อมไปในความหมาย เช่น ภูเขา จิตก็น้อมไปว่าเป็นเนินสูงใหญ่เป็นต้น นามนี้แสดงไว้เป็น ๔ คือ
๑. สามัญนาม (ชื่อทั่วไป)
๒. คุณนาม (ชื่อที่ขยายนาม เช่น นามสกุล)
๓. กิริยานาม (ชื่อตามการกระทำ)
๔. ยถิจฉนาม (ชื่อตามใจชอบ)
๒. นามกรรมบัญญัติ
๓. นามไธยบัญญัติ ก็หมายถึงชื่อที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๑
๔. นิรุตติบัญญัติ เพราะการกล่าวอรรถออกทางอักขระ
๕. พยัญชนบัญญัติ เพราะประกาศเนื้อความให้ปรากฏ
๖. อภิลาปบัญญัติ เพราะผู้พูดย่อมนึกถึงเนื้อความ คือรูปร่างสัณฐานของวัตถุนั้น
ทั้ง ๖ นี้เรียกนามบัญญัติก็ได้ หมายความว่าเป็นนามบัญญัติเหมือนกันในข้อ ๑ และสัททบัญญัติทั้ง ๖ นี้ ยังจำแนกออกได้เป็น ๖ ประการอีก คือ
๑. วิชชมานบัญญัติ หมายถึงคำพูดที่มีสภาวธรรมปรากฏ เช่น รูป เวทนา ฯลฯ
๒. อวิชชมานบัญญัติ หมายถึงคำพูดที่ไม่มีสภาวธรรมปรากฏ เช่น ภูเขา ต้นไม้ ฯลฯ
๓. วิชชมาเนน อวิชชมานบัญญัติ หมายถึงคำพูดที่มีทั้ง ๒ อย่าง คำแรกเป็นปรมัตถ์ คำหลังเป็นบัญญัติ เช่น อภิญญา ๖
๔. อวิชชมาเนน วิชชมานบัญญัติ หมายถึงคำพูดที่มีทั้ง ๒ อย่าง คำแรกเป็นบัญญัติ คำหลังเป็นปรมัตถ์ เช่น สตฺตโพชฺฌงฺโค
๕. วิชชมาเนน วิชชมานบัญญัติ หมายถึงคำพูดที่มีทั้ง ๔ อย่าง คำแรกเป็นปรมัตถ์ คำหลังเป็นปรมัตถ์ ตัวอย่าง เช่น ไม่มี
๖. อวิชชมาเนน อวิชชมานบัญญัติ หมายถึงคำพูดที่มีทั้ง ๒ อย่าง คำแรกเป็นบัญญัติ คำหลังเป็นบัญญัติ เช่น ๕ กระสอบ โดยไม่มีสภาวธรรมปนอยู่เลย
คำว่า ปรมัตถธรรมนั้น ได้แก่ธรรมที่มีสภาวธรรมรับรอง ประกอบด้วยลักขณาทิจตุกะ ส่วนคำว่า บัญญัติหรือโวหาร ไม่มีสภาวธรรมรับรอง ไม่มีลักขณาทิจตุกะ
แสดงการรู้ถึงสัททบัญญัติ และอัตถบัญญัติของวิถีจิต
๑.ได้ยินเสียงที่กำลังปรากฏอยู่เป็นวิถีแรก ชื่อโสตวิญญาณวิถี
๒. รู้เสียงที่ดับไปแล้วเป็นวิถีที่ ๒ ชื่ออตีตัคคหณวิถี
๓. รวมเสียงที่ได้ยินเป็นวิถีที่ ๓ ชื่อสมูหัคคหณวิถี (แต่ถ้าเสียงเพียงพยางค์เดียว วิถีนี้ไม่มีเพราะไม่ต้องรวมเสียง)
๔. รู้นาม รู้ชื่อ ว่าเสียงนั้นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวิถีที่ ๔ ชื่อนามัคคหณวิถี (แต่ละวิถีใน ๑, ๒, ๓, และ ๔ นั้น เกิดดับวิถีละมากมายหลายร้อยพันครั้ง ไม่ใช่ครั้งเดียว)
สัททบัญญัติและอัตถบัญญัติซึ่งปรากฏอยู่นี้ เกิดขึ้นเพราะชาวโลกสมมติขึ้น เรียกตามความจำเป็น โดยอนุโลมไปตามโวหารของชาวโลก แม้ในอนาคตก็ต้องมีบัญญัติขึ้นอีกตามความจำเป็น


อภิธมฺมตฺถสงฺคหปาลิ ๔๙ - ๕๐. อภิธมฺมตฺถวิภาวินีปาลิ ๒๕๑ - ๒๕๕. พระอภิธรรมสารัตถสังคหะ เล่ม ๓ ๑๕๘ - ๑๖๒. สจฺจวโร ภิกฺขุ. โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ม.ป.ป.