พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑๕ - ปัฏฐานนัย

ปัจจัยที่เป็นเหตุมีอำนาจต่าง ๆ ชื่อว่า ปัฏฐาน
(นานปฺปการานิ านานิ ปจฺจยา เอตฺถาติ ปฏฺานํ )
๑. เหตุปัจจัย (ปัจจัย หรือเครื่องสนับสนุน ที่เป็นเหตุ)
๒. อารัมมณปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นอารมณ์)
๓. อธิปติปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นใหญ่)
๔. อนันตรปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของไม่มีอะไรคั่นในระหว่าง)
๕. สมนันตรปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของกระชั้นชิด)
๖. สหชาตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของเกิดพร้อมกัน)
๗. อัญญมัญญปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของอิงอาศัยกันและกัน)
๘. นิสสยปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นที่อาศัยโดยตรง)
๙. อุปนิสสยปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นที่อาศัยโดยสืบต่อกันมา)
๑๐. ปุเรชาตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของเกิดก่อน)
๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของเกิดทีหลัง)
๑๒. อาเสวนปัจจัย (ปัจจัยโดยการส้องเสพ)
๑๓. กัมมปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นกรรม คือการกระทำ)
๑๔. วิปากปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นผลของกรรม)
๑๕. อาหารปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นอาหาร)
๑๖. อินทริยปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นอินทรีย์)
๑๗. ฌานปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นฌาน คือสมาธิที่แน่วแน่)
๑๘. มัคคปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นมรรค คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับกิเลสและดับทุกข์)
๑๙. สัมปยุตตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของประกอบกัน คือเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน)
๒๐. วิปปยุตตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของไม่ประกอบกัน)
๒๑. อัตถิปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของมีอยู่)
๒๒. นัตถิปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของไม่มี)
๒๓. วิคตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของไปปราศ คือพ้นไป หมดไป)
๒๔. อวิคตปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นของไม่ปราศ คือไม่พ้นไป ไม่หมดไป)


๑. เหตุปัจจัย คือเหตุที่เป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบกับเหตุ และแห่งรูปที่ มีธรรมอันประกอบกัน เหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นเหตุปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นเหตุ ท่านประสงค์เอาเหตุ ๖ ที่เป็นกุศล อกุศล ให้เกิดจิต เจตสิก และรูป คือว่าเหตุ ๖ นั้น เป็นปัจจัยแก่จิตตชรูปใน ปวัตติกาล และแก่กัมมชรูปในปฏิสนธิกาล แล้วยังเป็นปัจจัยแก่นามที่สัมปยุตกันในกาลทั้ง ๒ นั้น โดยให้เสร็จกิจของตน (เหตุเทียบด้วยรากไม้ ต้นไม้จะมีผลเจริญงอกงาม ก็เพราะได้อาศัยรากดูดน้ำและโอชะอื่น ๆ มาหล่อเลี้ยง)
๒. อารัมมณปัจจัย อายตนะหรืออารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยกาย) ธัมมะ (สิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ) เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุ คือความรู้แจ้งอารมณ์ทางตา หู เป็นต้น และแห่งธรรมที่ประกอบกับวิญญาณธาตุนั้น ๆ โดยฐานะเป็นอารัมมณปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอารมณ์ (อารมณ์คือสิ่งที่จิตเจตสิกยึดถือเหมือนยึดเกาะต้นไม้)
๓. อธิปติปัจจัย ธรรมที่เป็นใหญ่ คือ ฉันทะ (ความพอใจ) วิริยะ (ความเพียร) จิตตะ (ความเอาใจฝักใฝ่) วิมังสา (ความพิจารณาสอบสวน) เป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบกับฉันทะ เป็นต้นแต่ละข้อ และแห่งรูปที่มีธรรมที่ประกอบกับฉันทะ เป็นต้น เป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นอธิปติปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นใหญ่
๔. อนันตรปัจจัย จักขุวิญญาณธาตุ และธรรมที่ประกอบกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น เป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุ และแห่งธรรมที่ประกอบกับมโนวิญญาณธาตุนั้น โดยฐานะเป็นอนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น. โดยนัยนี้ โสตวิญญาณ จนถึง มโนวิญญาณธาตุ และธรรมที่ประกอบกับโสตวิญญาณธาตุเป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุ และแห่งธรรมที่ประกอบกับมโนธาตุนั้น โดยฐานะเป็นปัจจัย คือเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มีระหว่างคั่น.
ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ… อัพยากฤตหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอนันตรปัจจัย…
ธรรมเป็นอกุศลก่อน ๆ… อกุศลหลัง ๆ…
ธรรมที่เป็นอกุศลก่อน ๆ… อัพยากฤตหลัง ๆ…
ธรรมที่เป็นอัพยากฤตก่อน ๆ… อัพยากฤตหลัง ๆ… ฯลฯ
๕. สมนันตรปัจจัย มีอธิบายอย่างเดียวกับข้อ ๔ คืออนันตรปัจจัย ต่างแต่สิ่งที่เป็นปัจจัยในข้อนี้ เป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นสมนันตรปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนอย่างกระชั้นชิด (มติของอาจารย์ในชั้นหลัง มีอยู่ต่าง ๆ กัน บางท่านว่า อนันตรปัจจัย (ปัจจัยโดยความเป็นของไม่มีอะไรคั่นในระหว่าง) กับ สมันตรปัจจัย (ปัจจัยโดยความเป็นของกระชั้นชิด) ต่างกันโดยพยัญชนะ แต่เนื้อความเป็นอันเดียวกัน บางอาจารย์กล่าวว่า ต่างกัน คือ อนันตรปัจจัย เป็นของไม่มีอรรถะ คือเนื้อความอย่างอื่นคั่น ส่วน สมนันตรปัจจัย เป็นของไม่มีกาลคั่น
๖. สหชาตปัจจัย ธรรม ๔ อย่างที่ไม่มีรูป (คือเป็น เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน มหาภูตรูป ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน ในขณะที่ก้าวลง (สู่ครรภ์มารดา คือขณะปฏิสนธิ) นามและรูปเป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน ธรรมที่เป็นจิต และ เจตสิก เป็นปัจจัยแห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน มหาภูตรูป (รูปใหญ่คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นปัจจัยแห่ง อุปาทารูป (รูปอาศัย คือรูปที่ปรากฏเพราะอาศัยมหาภูตรูป เช่น ความเป็นหญิง ความเป็นชาย) โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน ธรรมที่มีรูปเป็นปัจจัยของธรรมที่ไม่มีรูปในกาลบางครั้ง โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน แต่ในกาลบางครั้งก็เป็นปัจจัย มิใช่โดยฐานะเป็นสหชาตปัจจัย คือมิใช่เป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดพร้อมกัน
๗. อัญญมัญญปัจจัย ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูป (ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกัน มหาภูตรูป ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นอัญญมัญญปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกัน ในขณะก้าวลง (ขณะปฏิสนธิ) นามและรูปเป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นอัญญมัญญปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่อิงอาศัยกันและกัน
๘. นิสสยปัจจัย ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูป (ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนเป็นที่อาศัย มหาภูตรูป ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย ในขณะที่ก้าวลง (ขณะปฏิสนธิ) นามและรูปเป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย ธรรมคือจิตและเจตสิกเป็นปัจจัยของรูปที่มีจิตเป็น สมุฏฐาน โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นปัจจัยแห่ง ธาตุ คือความรู้แจ้ง (วิญญาณธาตุ) ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และธรรมที่ประกอบกับวิญญาณธาตุชนิดนั้น ๆ มโนธาตุ (ธาตุคือใจ) มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุคือความรู้แจ้งทางใจ) อาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นเป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุและแห่งธรรมที่ประกอบกับมโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุนั้น โดยฐานะเป็นนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัย
๙. อุปนิสสยปัจจัย ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัยโดยสืบต่อกันมา ต่อจากนี้มีข้อความคล้ายกับข้อ ๔ ต่างแต่เป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย แม้บุคคลก็เป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัยสืบต่อกันมา แม้เสนาสนะก็เป็นปัจจัย โดยฐานะเป็นอุปนิสสยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นที่อาศัยสืบต่อกันมา (คำว่า นิสสยปัจจัย กับ อุปนิสสยปัจจัย มีคำใกล้กัน นิสสยะ แปลว่า เป็นที่อาศัย อุปนิสสยปัจจัย แปลว่า ใกล้จะเป็นที่อาศัย แต่แปลหักตามเนื้อหาว่า เป็นที่อาศัยสืบต่อกันมา คืออาศัยพอเป็นเค้า เป็นเชื้อ มีความหนักแน่นน้อยกว่า นิสสยะ)
๑๐. ปุเรชาตปัจจัย อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ตามประเภทของตน และแห่งธรรมที่ประกอบด้วยวิญญาณธาตุนั้น ๆ โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน อายตนะคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุนั้น โดยฐานะเป็น ปุเรชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน อายตนะคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุ และธรรมที่ประกอบด้วย มโนธาตุ โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน มโนธาตุและมโนวิญญาณธาตุอาศัยรูปใดเป็นไป รูปนั้นเป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุและแห่งธรรมที่ประกอบด้วยมโนธาตุ โดยฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน ในกาลบางครั้งก็เป็นปัจจัย โดยมิใช่ฐานะเป็นปุเรชาตปัจจัย คือมิใช่เป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดก่อน
๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย ธรรมที่เป็นจิตและเจตสิก ย่อมเป็นปัจจัยแห่งกายนี้ซึ่งเกิดก่อน โดยฐานะเป็นปัจฉาชาตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เกิดภายหลัง
๑๒. อาเสวนปัจจัย ธรรมที่เป็นกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็น อาเสวนปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนโดยการส้องเสพ ธรรมที่เป็นอกุศลก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอกุศลหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอาเสวนปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนโดยการส้องเสพ ธรรมที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยาก่อน ๆ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยาหลัง ๆ โดยฐานะเป็นอาเสวนปัจจัย เป็นเครื่องสนับสนุนโดยการส้องเสพ (ธรรมประเภทเดียวกันเมื่อส้องเสพหรือประพฤติบ่อย ๆ ก็เป็นปัจจัยให้เกิดธรรมประเภทเดียวกันนั้นต่อไปอีก)
๑๓. กัมมปัจจัย กรรมที่เป็นกุศลและอกุศลย่อมเป็นปัจจัยแห่งขันธ์ที่เป็นวิบาก และแห่ง กฏัตตารูป (รูปที่เกิดเพราะทำกรรมไว้ เรียกว่า กัมมชรูป ก็ได้) โดยฐานะเป็นกัมมปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นกรรมคือการกระทำ กรรมที่เป็นกุศลและอกุศลนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบด้วยเจตนา และแห่งรูปที่มีธรรมอันประกอบด้วยเจตนานั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นกัมมปัจจัย คือเครื่องสนับสนุนที่เป็นกรรม คือการกระทำ
๑๔. วิปากปัจจัย ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูป ซึ่งเป็นผลของกรรมย่อมเป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็น วิปากปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นผลของกรรม
๑๕. อาหารปัจจัย อาหารเป็นคำ ๆ (อาหารที่กลืนกิน) เป็นปัจจัยของกายนี้ โดยฐานะเป็นอาหารปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอาหาร อาหารที่ไม่มีรูป เป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ประกอบกัน (สัมปยุตตธรรม) และแห่งรูปที่มีสัมปยุตตธรรมนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นอาหารปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอาหาร
๑๖. อินทริยปัจจัย อินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณธาตุ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และธรรมที่สัมปยุตด้วยวิญญาณธาตุชนิดนั้น ๆ โดยฐานะเป็นอินทริยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอินทรีย์ (คือธรรมที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน) อินทรีย์คือรูปชีวิตเป็นปัจจัยแห่ง กฏัตตารูป รูปซึ่งเกิดแต่กรรม) โดยฐานะเป็นอินทริยปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอินทรีย์ อินทรีย์ที่ไม่มีรูป เป็นปัจจัยแห่งสัมปยุตตธรรม และรูปที่มีสัมปยุตตธรรมนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นอินทริยปัจจัย คือ เป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นอินทรีย์
๑๗. ฌานปัจจัย องค์แห่งฌานย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่สัมปยุต (ประกอบ) ด้วยฌาน และแห่งรูปที่มีธรรม ที่สัมปยุตด้วยฌานนั้นเป็นสมุฏฐาน โดยฐานะเป็นฌานปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นฌาน
๑๘. มัคคปัจจัย องค์แห่งมรรคย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วยมรรค และแห่งรูปที่มีธรรมอันสัมปยุตด้วยมรรคนั้นเป็นสมุฏฐานโดยฐานะเป็นมัคคปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นมรรค
๑๙. สัมปยุตตปัจจัย ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูป (ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ) เป็นปัจจัยของกันและกัน โดยฐานะเป็นสัมปยุตตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นของประกอบกัน (คือเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน)
๒๐. วิปปยุตตปัจจัย ธรรมที่เป็นรูปย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่ไม่มีรูป ธรรมที่ไม่มีรูปย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่มีรูป โดยฐานะเป็นวิปปยุตตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่ประกอบกับ (ไม่เกิดพร้อมกันไม่ดับพร้อมกัน)
๒๑. อัตถิปัจจัย ขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูป เป็นปัจจัยของกันและกัน มหาภูตรูป ๔ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เป็นปัจจัยของกันและกัน ธรรมที่เป็น จิต และ เจตสิก เป็นปัจจัยแห่งรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นปัจจัยแห่ง จักขุวิญญาณธาตุ เป็นต้น และแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วย จักขุวิญญาณธาตุ นั้น ๆ โดยความเป็น อัตถิปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่มีอยู่ มโนธาตุ และ มโนวิญญาณธาตุ อาศัยรูปใดเป็นไปรูปนั้นย่อมเป็นปัจจัยแห่งมโนธาตุ แห่ง มโนวิญญาณธาตุ และแห่งธรรมที่สัมปยุตด้วย มโนธาตุ และ มโนวิญญาณธาตุ นั้น โดยฐานะเป็น อัตถิปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่มีอยู่
๒๒. นัตถิปัจจัย ธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่ดับไปในขณะกระชั้นชิด ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า โดยฐานะเป็น นัตถิปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่ไม่มี
๒๓. วิคตปัจจัย ธรรมที่เป็น จิต และ เจตสิก ที่ไปปราศ คือพ้นไป หมดไปในขณะกระชั้นชิด ย่อมเป็นปัจจัยแห่งธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า โดยฐานะเป็น วิคตปัจจัย คือเป็นเครื่องสนับสนุนที่เป็นไปปราศ คือพ้นไป หมดไป
๒๔. อวิคตปัจจัย มีคำอธิบายเหมือน อัตถิปัจจัย


สจฺจวโร ภิกฺขุ (ศักดิ์สัณฑ์ โรจน์แสงรักษ์), พระอภิธรรมสารัตถสังคหะ เล่ม ๓ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ม.ปป.)
สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙) หน้า ๗๕๖-๗๖๐