พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑๒ - จำแนกตามเวลาที่ให้ผล ๓ (ปากกาลวเสน)

จำแนกตามเวลาที่ให้ผล ๓ (ปากกาลวเสน)

ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม คือ กรรมที่สัตว์ต้องเสวยผลในภพชาติปัจจุบัน แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ
๒.๑ ปริปักกทิฏฐธัมมเวทนียกรรม ได้แก่ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมที่ถึงความแก่กล้า ให้ต้องรับผลภายใน ๗ วัน เช่น นายมหาทุคคตะ ถวายภัตแด่พระกัสสปะพุทธเจ้า จึงได้เป็นเศรษฐีใน ๗ วัน ในส่วนที่เป็นอกุศล เช่น พระเจ้าสุปปพุทธะ ปิดกั้นทางเสด็จของพระพุทธเจ้า จึงถูกธรณีสูบใน ๗ วัน ส่วนที่เป็นกุศลจะสำเร็จภายใน ๗ วัน ท่านว่าต้องมีสัมปทา ๔ เป็นองค์ประกอบสำคัญ
  ๑. เจตนาสัมปทา มีความตั้งใจทำกุศลอย่างแรงกล้า
  ๒. ปัจจัยสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยปัจจัย ได้ปัจจัยมาด้วยความบริสุทธิ์
  ๓. วัตถุสัมปทา พระอรหันต์หรือพระอนาคามี เป็นผู้รับปัจจัย
  ๔. คุณาติเรกสัมปทา พระอรหันต์หรือพระอนาคามี ผู้รับปัจจัยเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ
๒.๒ อปริปักกทิฏฐธัมมเวทนียกรรม ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม ที่ยังไม่ถึงความแก่กล้า คือ กุศลอกุศลที่จะให้ผลในกรณีนี้ จะให้ผลหลังจาก ๗ วันไปแล้ว แต่ไม่เกินชาตินี้ เช่น กรรมที่ทำไว้ในปฐมวัย อาจได้รับผลในปฐมวัย มัชฌิมวัย หรือปัจฉิมวัย ก็ได้ทำในมัชฌิมวัย จะได้รับผลใน มัชฌิมวัยหรือปัจฉิมวัย ทำในปัจฉิมวัย จะได้รับผลในปัจฉิมวัยสุดท้าย
ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม ที่ส่งผลได้ มีลักษณะ ต่อไปนี้
๑. ไม่ถูกเบียดเบียนจากกรรมเป็นปฏิปักษ์ เช่น ถ้าเป็นกุศลก็ไม่ถูกเบียดเบียนจากอกุศล
๒. ได้กำลังพิเศษ เช่น ถ้าเป็นกุศลก็ได้กำลังเพิ่มจากสมบัติ ๔ คือ
ก. คติสมบัติ เกิดในสุคติภูมิ เป็นมนุษย์ เทวดา หรือ พรหม, สมบัติแห่งคติ, ถึงพร้อมด้วยคติ, คติให้, ในช่วงยาว หมายถึง เกิดในกำเนิดอันอำนวย หรือที่เกิดอันเจริญ ในช่วงสั้นหมายถึง ที่อยู่ ที่ไป ทางดำเนินดีหรือทำถูกเรื่อง ถูกที่ คือ กรณีนั้น สภาพแวดล้อมนั้น สถานการณ์นั้น ถิ่นที่นั้น ตลอดถึงแนวทางดำเนินชีวิตขณะนั้น เอื้ออำนวยแก่การกระทำความดี หรือการเจริญงอกงามของความดี ทำให้ความดีปรากฏผลโดยง่าย
ข. กาลสมบัติ เกิดในสมัยพระราชาเป็นสัมมาทิฏฐิ พระพุทธศาสนาดำรงอยู่, สมบัติแห่งกาล, ถึงพร้อมด้วยกาล, กาลให้, ในช่วงยาว หมายถึงเกิดอยู่ในสมัยที่โลกมีความเจริญหรือบ้านเมืองสงบสุข มีการปกครองที่ดี คนในสังคมอยู่ในศีลธรรม สามัคคีกัน ยกย่องคนดี ไม่ส่งเสริมคนชั่ว ในช่วงสั้น หมายถึง ทำถูกกาล ถูกเวลา
ค. อุปธิสมบัติ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน ไม่บกพร่อง, สมบัติแห่งร่างกาย ถึงพร้อมด้วยรูปกาย รูปกายให้ ในช่วงยาว หมายถึง กายสง่า สวยงาม บุคลิกภาพดี ในช่วงสั้น หมายถึง ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี
ง. ปโยคสมบัติ สมบัติแห่งการประกอบ, ถึงพร้อมด้วยการประกอบความเพียร, กิจการให้ ในช่วงยาวหมายถึงฝักใฝ่ในทางที่ถูก นำความเพียรไปใช้ขวนขวายประกอบการที่ถูกต้องดีงาม...ในช่วงสั้น หมายถึงเมื่อทำดี ก็ทำให้ถึงขนาด ทำจริงจังให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ใช้วิธีเหมาะกับเรื่อง หรือทำความดีต่อเนื่องมาเป็นพื้นแล้ว กรรมดีที่ทำเสริมเข้าอีก จึงเห็นผลได้ง่าย
๓. มีกำลังหนักแน่น ด้วยอำนาจปุพพาภิสังขาร ปรุงแต่งจิตให้กล้าแข็งอดทนต่อการทำชวนจิตดวงแรกเป็นเจตนามีกำลัง ไม่ถูกกุสลากุศลที่เป็นข้าศึกครอบงำ
๔. ทำดีหรือไม่ดีต่อคนพิเศษ เช่น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ หรือพระอนาคามี ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม ที่ไม่สามารถส่งผลในภพชาติปัจจุบัน ย่อมเป็นอโหสิกรรมไป
อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมที่ส่งผลให้ได้รับในอัตภาพที่ ๒ ต่อจากชาติปัจจุบันนี้ ชื่อว่า อุปปัชชเวทนียกรรม พระสุมังคลาจารย์ อธิบายว่า ส่วนชวนเจตนาดวงที่ ๗ ที่ให้สำเร็จประโยชน์ เป็นเจตนาที่ให้สำเร็จความตั้งใจ ซึ่งได้ความวิเศษ โดยนัยดังกล่าวแล้ว ทั้งเป็นเจตนาผู้ให้ อัตภาพถัดไป ชื่อว่า อุปปัชชเวทนียกรรม ๆ มีหน้าที่ส่งผลในภพที่ ๒ ถ้าไม่มีโอกาสส่งผลในอัตภาพที่ ๒ แล้วก็เป็น อโหสิกรรมไป ก็แล ชวนเจตนาที่ ๗ นั้น ให้ปฏิเสธเสียก่อนแล้ว จึงให้วิบากในปวัตติกาล (ภายหลัง) ในข้อนี้มีอาจริยมติว่า แท้จริง ในอันดับจุติจิตเป็นโอกาสแห่งอุปปัชชเวทนีย กรรม แต่เมื่อให้ปฏิสนธิแล้ว เจตนานั้นย่อมให้วิบาก ในปวัตติกาลต่อไป แม้ตั้ง ๑๐๐ ชาติ
อปราปริยเวทนียกรรม คือกรรมที่จะส่งผลในภพที่ ๓ เป็นลำดับไป เป็นกรรมที่ติดตามเรื่องไปทุกภพทุกชาติ ไม่เป็นอโหสิกรรมจนกว่าจะส่งผลได้ เมื่อส่งผลได้แล้วก็หมดอำนาจไป ถ้าเข้าถึงนิพพานก็หมด กรรมนี้เกิดจากเจตนาในชวนจิตดวงที่ ๒ - ๖ จึงมีกำลังมาก
อโหสิกรรม คือกรรมที่จะส่งผล หรือเป็นกรรมที่ไม่มีผลกรรมในอนาคต มีชื่อเรียกได้ ๓ อย่าง คือ
๑. ชื่อว่ากรรมที่ยังไม่ได้ส่งผล หมายถึง กรรมที่กระทำสำเร็จแล้วตกอโหสิกรรม เช่น กรรมในข้อ ๑ และข้อ ๒ ไม่สามารถส่งผลในภพของตนได้แล้ว ตกเป็นอโหสิกรรม ผู้ได้ฌานชั้นสูงนำไปเกิดแล้ว ฌานชั้นต่ำก็เป็นอโหสิกรรม เจตนาสามัญที่ไม่เข้าถึงกรรมบถ คือ ทำโดยไม่เจตนาตั้งใจ เจตนาเหล่านี้ไม่สืบต่อในขันธสันดานเหนียวแน่นนัก จึงเป็นอโหสิกรรม หรือกรรมที่ส่งผลให้แล้วย่อมไม่ส่งผลซ้ำอีก ก็ได้ชื่อว่าเป็น อโหสิกรรม
๒. ชื่อว่ากรรมเพราะไม่มีผล ได้แก่ การทำของพระอรหันต์ซึ่งกระทำด้วยกิริยาจิต อันไม่เป็นบุญเป็นบาป ผลของกรรมจึงไม่มี
๓. ชื่อว่าไม่มีผลกรรมในอนาคต เพราะผู้รับผลกรรมไม่มี เช่น ปุถุชนที่สำเร็จพระอรหันต์ กรรมจะส่งผลได้ในชาติสุดท้าย ที่เป็นพระอรหันต์ไม่เกิดอีก จึงไม่มีผู้รับกรรม
เรื่องกรรมเป็นเรื่องสำคัญในพุทธศาสนา เป็นเรื่องเกี่ยวข้องทั้งวัฏฏสงสารและนิพพาน ถ้าไม่ศึกษาพิจารณา ให้ละเอียดแยบคายทำให้เข้าใจผิด ในที่นี้จะได้ประมวลข้อสังเกตไว้ตอนหนึ่งก่อน
๑. กรรมมีทั้งเหตุแลผล คนส่วนมากคำนึงแต่ผลหวังรอแต่ผลกรรมดีเห็นใครร่ำรวย โชคดีมีสุขก็บอกว่า เป็นกรรมดีของเขา ไม่คิดว่าเราจะทำบ้าง และกรรมมีทั้ง ๓ กาล คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต การพูดว่าปล่อยไปตามยถากรรม ก็ซัดให้อดีตมากไป เห็นคนมีทุกข์ก็คิดว่าเป็นกรรมของเขา เลยวางอุเบกขา ต้องคิดว่า กรรมปัจจุบันของเรา คือ ช่วยเหลือเขาได้ในวิสัย
๒. การสอนเรื่องกรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อให้เห็นว่า คนเราเสมอกันด้วยการกระทำ เพื่อหักล้างวรรณะ ส่วนพราหมณ์ ฮินดู ก็มี แต่เป็นฐานรองรับวรรณะ
ลัทธิที่ขัดต่อหลักกรรม เช่น ถือแต่ส่วนอดีต มีผู้สร้างบันดาล หรือเหตุบังเอิญ อย่างพุทธพจน์ว่า ภิกษุทั้งหลาย ลัทธิเดียรถีย์ ๓ ลัทธิเหล่านี้ ถูกบัณฑิตไต่ถามซักไซร้ไล่เลียงเข้าย่อมอ้างการถือสืบ ๆ กันมา จัดเข้าในพวกอกิริยา คือ
๑. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ดี อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามที่คนเราได้เสวยทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นเพราะกรรมที่กระทำในปางก่อน ลัทธินี้ เรียกว่า ปุพเพกตเหตุ (ปุพเพกตวาท)
๒. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ดี อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามที่คนเราได้เสวยทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นเพราะการบันดาลของพระผู้เป็นเจ้า เรียกว่า อิสสรนิมมานเหตุ (อิศวรนิรมิตวาท)
๓. สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ดี อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามที่คนเราได้เสวยทั้งหมดนั้น ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้เรียกว่า อเหตุอปัจจยะ (อเหตุวาท)
๔. พระพุทธเจ้า ตรัสกรรมเก่า คือ อายตนะ ๖ กรรมใหม่ คือ การทำปัจจุบันและทางดับกรรม คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ พระพุทธเจ้า สอนกรรมเพื่อให้พึงตนเอง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน
๕. กรรมเป็นกฎธรรมชาติ จะมีใครเชื่อไม่เชื่อก็มีผลคงเดิม ไม่ขึ้นอยู่กับค่านิยม ค่านิยมที่ผิด การนิยมวัตถุ ความสบายมาก ๆ ไม่คิดถึงด้านจิตใจ เมตตาธรรม สังคมก็ได้รับอกุศลวิบากอยู่แล้ว
๖. นักศึกษาต้องทำความเข้าใจเรื่องสมบัติ ๔ วิบัติ ๔ ให้ละเอียด เพราะเป็นองค์ประกอบในการอธิบายกรรม และต้องเข้าใจนิยาม ๕ คือ
ก. อุตุนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะ ดิน น้ำ อากาศ และฤดูกาล อันเป็นสิ่งแวดล้อมสำหรับมนุษย์
ข. พีชนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ มีพันธุกรรม เป็นต้น
ค. จิตตนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต
ง. กรรมนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ คือกระบวนการให้ผลของการกระทำ
จ. ธรรมนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันแห่งสิ่งทั้งหลาย


สยามรฏฺสฺส เตปิฎกฏกถา ๑๘/๙๘
อภิ. วิ. ๓๕/๘๔๐/๔๕๙. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ๑๖๑. อ้างแล้ว
ตตฺถ ปฏิปกฺเขหิ อนภิภูตาย ปจฺจยวิเสเสน ปฏิลทฺธวิเสสตาย จ พลวภาวปฺปตฺตา ตาทิสสฺส ปุพฺพาภิ- สงฺขารสฺส วเสน สาติสยา หุตฺวา ตสฺมึเยว อตฺตภาเว ผลทายินี ปมเจตนา ทิฏฺเจตนา ทิฏฺธมมเวทนียํ นามฯ สา หิ วุตฺตปฺปกาเรน พลวติ ชวนสนฺตาเน คุณวิเสสยุตฺเตสุ อุปการาปการ วสปฺปวตฺติยา อาเสวนลาเภน อปฺปวิปากตาย จ อิตรทฺวยํ วิย ปวตฺตสนฺตานูปรมาเปกฺขํโอกาสลาภาเปกฺขญฺจ กมฺมํ น โหติ ฯ (อภิธมฺมตฺถวิภาวินี. ๑๖๕-๑๖๖)
องฺ. ติก. ๒๐/๕๐๑/๒๒๒. อภิ. วิ. ๓๕/๙๔๐/๔๙๖
สุมงฺคลวิลาสินิยา ทุติโย ภาโค ๒/๔๕