พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑๒ - สุคติภูมิ

มนุษยภูมิ

พวกสัตว์ที่ชื่อว่ามนุษย์ เพราะอรรถว่า มีใจสูง โดยความเป็นผู้มีใจอย่างอุกฤษฏ์ด้วยคุณทั้งหลาย มีสติ ความเป็นผู้กล้า และความเป็นผู้สมควรแก่พรหมจรรย์ เป็นต้น ในไตรภูมิพระร่วง ท่านว่ามีอยู่ใน ๔ ทวีปใหญ่ อันตั้งอยู่ใน ๔ ทิศ ของภูเขาสิเนรุ

ทวีปใหญ่ทั้ง ๔ คือ

๑. อุตตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ มนุษย์ที่อาศัยอยู่ ในทวีปนี้ มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นคนมีอายุ ประมาณ ๑,๐๐๐ ปี
๒. ปุพพวิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวันออก ของภูเขาพระสุเมรุ มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร มีอายุ ประมาณ ๗๐๐ ปี
๓. อมรโคยานทวีป อยู่ทางทิศตะวันตก ของภูเขาพระสุเมรุ มีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ มีอายุ ประมาณ ๕๐๐ ปี
๔. ชมพูทวีป อยู่ทางทิศใต้ ของภูเขาพระสุเมรุ คือ มนุษย์โลกนี้เอง อายุยิ่งหย่อนขึ้นอยู่กับคุณธรรม บางยุคมากถึง ๘๐,๐๐๐ ปี น้อยลงเหลือ ๑ ปี

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิก

ปุริมทิสํ ธตรฏฺโ ทกฺขิเณน วิรุฬฺหโก
ปจฺฉิเมน วิรูปกฺโข กุเวโร อุตฺตรํ ทิสํ
จตฺตาโร เต มหาราชา โลกปาลา ยสสฺสิโน
เตปิ ตุมฺเห อนุรกฺขนฺตุ อาโรเคฺยน สุเขน จฯ
ท้าวธตรัฐ เป็นผู้ปกครองคนธรรพ์ในทิศตะวันออก
ท้าววิรุฬหก เป็นผู้ปกครองกุมภัณฑ์ในทิศทักษิณ
ท้าววิรูปักษ์ เป็นผู้ปกครองพวกนาคในทิศปัจฉิม
ท้าวกุเวร เป็นผู้ปกครองพวกยักษ์ในทิศอุดร
(สม. ๔๑)
(อาฏานาฏิยสูตร ที.ปาฏิ. ๑๑/๒๑๐ – ๒๑๓/๒๑๐ – ๒๑๕)
เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา มีเทวดาผู้เป็นใหญ่ ๔ องค์ปกครอง ไม่ใช่เพียงเทวดาแต่รวมถึงสัตว์พิเศษและอมนุษย์อย่างอื่นด้วย
คติความเชื่อ เรื่องท้าวมหาราช ทั้ง ๔ องค์นี้ มีเกี่ยวพันธ์ลึกซึ้ง ถึงความคิดทั้งของอินเดีย ไทย จีน ทั่วไป วัดมหายาน จะมีรูปท้าวโลกบาลอยู่ประจำหน้าวัด โดยถือว่าเป็นเทวดาที่คุ้มครองรักษาใกล้ชิดมนุษย์ด้วย
เพื่อเป็นเครื่องศึกษาพึงเทียบเคียงดังนี้
ท้าวธตรัฐ  พราหมณ์ว่า ไพระอินทร์      เป็นใหญ่,   มหายาน  เรียก  ทิก๊ก
ท้าววิรุฬหก      ”       พระยม               ”             ”        ”     เตียงเชียง
ท้าววิรูปักษ์       ”       พระวิรุณ             ”             ”        ”     กวางมัก
ท้าวกุเวระ        ”       เหมือนกันกับพุทธ   ”             ”        ”     โตบุ๋น

ดาวดึงส์

        ภูมิของเทวดาชั้นที่ ๒ คือดาวดึงส์ มีคำวิเคราะห์ว่า มเฆน มานเวน สทฺธึ เตตฺตึส สหปุญฺญการิโน เอตฺถ เอตฺถ นิพฺพตฺตาติ ตํ สหจริตํ านํ เตตฺตึส ตเทว ตาวตึสํ ตํ นิวาโส เอเตสนฺติ ตาวตึสาติ วทนฺติฯ
เหล่าชน ๓๓ คน พร้อมด้วยมฆมานพ ร่วมบำเพ็ญบุญด้วยกันแล้วบังเกิดในสถานที่นี้ เพราะเหตุนั้น สถานที่เที่ยวไปร่วมกันนั้น จึงชื่อว่า เตตติงสะ เตตติงสะ นั้น นั่นแล ชื่อว่า ตาวติงสะ (ดาวดึงส์) ตาวติงสะนั้น เป็นที่อยู่ของหมู่เทพเหล่านั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่า เหล่าเทพชั้นดาวดึงส์
        เกี่ยวกับเทวดาชั้นนี้ เนื่องมาจากมฆมานพ มีจิตใจเอื้อเฟื้อทำประโยชน์เริ่มด้วยการทำความสะอาดที่ยืนเพียงเล็กน้อย เห็นว่ามีคนชอบใจ จึงขยายเป็นศาลาที่พัก ต่อมามีคณะเพื่อนมาร่วมด้วยจนมี ๓๓ คน มฆมานพ มีภรรยา ๔ คน คือ นางสุจิตรา สุธรรมา สุชาดา สุนันทา
        ในอรรถกถาธรรมบทภาค ๒ ได้พรรณนาเรื่องนี้ไว้อย่างพิสดาร มีคติสำคัญ คือผลบุญความยิ่งใหญ่กว่าจะได้เกิดเป็นท้าวสักกะ จอมเทพนั้น เริ่มมาจากความเอื้อเฟื้อทำประโยชน์แก่พหุชน อีกประการหนึ่ง การที่มฆมานพมีภรรยา ๔ คน และ ๔ คนนี้ไปเกิดในสวรรค์ทั้งหมดจะเป็นเครื่องชี้ถึงธรรมเนียมผู้ชาย มีภรรยาหลายคน
        อนึ่ง มีหลักธรรมที่ระบุว่าสามารถทำคนให้เป็นเทวดาหรือเกิดเป็นเทวดาได้ เรียกว่า วัตตบท ๗ ประการ
มาตาเปตฺติภรํ ชนฺตํกุเล เชฏฺปจายินํ
สณฺหํ สขิลสมฺภาสํ เปสุเณยฺยปฺปหายินํ
มจฺเฉรวินเย ยุตฺตํ สจฺจํ โกธาภิภํนรํ
ตํ เว เทวา ตาวตึสา อาหุ สปฺปุริโส อิติ.

                          เทวดาชั้นดาวดึงส์เรียกบุคคลผู้เลี้ยงบิดามารดา อ่อนน้อมต่อ
                  ผู้ใหญ่ในตระกูลอ่อนหวาน กล่าวถ้อยคำนิ่มนวล ละถ้อยคำส่อเสียด
                  ไม่ตระหนี่ มีสัจจะ ครอบงำความโกรธว่า เป็นสัตบุรุษ
                                                                              สํ.ส. ๑๕/๙๐๗/๓๓๖
        เทวดาชั้นดาวดึงส์ กล่าวยกย่องคนที่
๑. เลี้ยงดูบิดามารดา                     ๕. ไม่มีความตระหนี่
๒. เคารพต่อผู้ใหญ่ในตระกูล           ๖. มีความซื่อสัตย์
๓. กล่าววาจาอ่อนหวาน                 ๗. ระงับความโกรธได้
๔. ไม่กล่าวคำส่อเสียดว่าเป็นสัปบุรุษ

ยามาภูมิ

        ทุกฺขโต ยาตา อปยาตาติ ยามา เทวดาเหล่าที่ชื่อว่า ยามา เพราะไปปราศจากความทุกข์ มีท้าวยามา หรือสยามะปกครอง เป็นภูมิอยู่ถัดไปจากชั้นดาวดึงส์

ดุสิตภูมิ

        อตฺตโน สิริสมฺปตฺติยา ตุสํ ปีตึ อิตา คตาติ ดุสิตา เหล่าเทวดาที่ชื่อว่า ดุสิต เพราะบรรลุความยินดี คือ อิ่มใจในสิริสมบัติของตนฯ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ก่อนมาบังเกิดในมนุษยโลกและตรัสรู้ จะบังเกิดอยู่ในชั้นดุสิตก่อน สวรรค์ชั้นนี้ มีท้าวสันดุสิตเทวราชปกครอง

นิมมานรตีภูมิ

        นิมฺมาเน รติ เอเตสนฺติ นิมฺมานรติโนฯ เทวดาที่ชื่อว่า นิมมานรดี เพราะอรรถว่า มีความยินดีในโภคสมบัติที่ตนเนรมิตขึ้น ตามคัมภีร์ท่านว่า เทวดาชั้นนี้ต้องการวัตถุเพลิดเพลินใจอย่างไหนก็เนรมิตขึ้น ไม่เว้นแม้คู่ครอง เนรมิตขึ้นแสนภิรมย์ แล้วสิ่งที่เนรมิตจะอันตรธานไป พิจารณาดูแล้วเป็นเรื่องความสุขจากกามล้วน ๆ ไม่ต้องมีพันธะทางใจมาเกี่ยวข้องให้มาก

ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ

        ปรนิมฺมิเตสุ โภเคสุ อตฺตโน วสํ วตฺเตนฺตีติ ปรนิมฺมิตวสวตฺติโน เหล่าเทพที่ชื่อว่า ปรนิมมิตวสวัตตี เพราะอรรถว่า ยังอำนาจให้เป็นไป (เสวย) ในโภคสมบัติที่เทวดาองค์อื่นเนรมิตให้ฯ หมายถึงว่า มีเทวดารับใช้อีกพวกหนึ่งคอยเนรมิตให้เมื่อมีความต้องการ
        การเกิดเป็นพรหมชั้นต่าง ๆ
๑. ปฐมฌานภูมิ ๓

๑.๑ ผู้เจริญปฐมฌานได้เพียงขั้นเล็กน้อย (ปริตฺตํ) จะเกิดเป็น พรหม ปาริสัชชา
พรหมบริวาร
๑.๒ ผู้เจริญปฐมฌานได้ปานกลาง (มชฺฌิมํ) จะเกิดเป็นพรหมชั้นปุโรหิต
๑.๓ ผู้เจริญปฐมฌานได้ขั้นประณีต (ปณีตํ) จะเกิดเป็นพรหมชั้น ท้าวมหาพรหม หรือ มหาพรหมา
๒. ทุติยฌานภูมิ ๓
๒.๑ ผู้เจริญทุติยฌานได้เล็กน้อย จะเกิดเป็นพรหมชั้นปริตตาภา แปลว่า ผู้มีรัศมีน้อย
๒.๒ ผู้เจริญทุติยฌานได้ปานกลาง จะเกิดเป็นพรหมชั้น อัปปมาณาภา แปลว่า ผู้มีรัศมีมีประมาณไม่ได้
๒.๓ ผู้เจริญทุติยฌานได้ขั้นประณีต จะเกิดเป็นพรหมชั้น อาภัสสรา แปลว่า ผู้มี รัศมีเปล่งซ่านไป
๓. ตติยฌานภูมิ
๓.๑ ผู้เจริญตติยฌานภูมิได้เล็กน้อย จะเกิดเป็นพรหมชั้น ปริตตสุภา แปลว่า ผู้มีรัศมีความงามน้อย
๓.๒ ผู้เจริญตติยฌานได้ปานกลาง จะเกิดเป็นพรหม ชั้น อัปปมาณสุภา แปลว่า ผู้มีรัศมีความงามหาประมาณมิได้
๓.๓ ผู้เจริญตติยฌานได้ขั้นประณีต จะเกิดเป็นพรหมชั้น สุภกิณหา แปลว่า ผู้มีรัศมีงามกระจ่าง
การแบ่งฌานเป็นขั้นเล็กน้อย ปานกลางและประณีตนั้น อาศัยขั้นตอนการบรรลุถ้าบรรลุด้วยอิทธิบาทน้อยก็เป็นฌานเล็กน้อย ใช้ความเพียรขั้นกลางก็เป็นมัชฌิมฌาน ใช้ความเพียรขั้นอุกฤษฏ์ก็เป็นปณีตฌาน
๔. จตุตถฌานภูมิ ๓ อย่างย่อ และ ๗ อย่างพิสดาร ดังนี้
๔.๑ เวหัปผลา ผู้มีผลอันไพบูลย์
๔.๒ อสัญญีสัตว์ ผู้ไม่มีสัญญา
๔.๓ สุทธาวาส ๕ ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือ พระอนาคามี
๑. อวิหา ผู้ไม่เสื่อมฐานะของตน โดยกาลเล็กน้อย อยู่นาน (เจริญสัทธินทรีย์)
๒. อตัปปา ผู้ไม่เดือดร้อน (เจริญวิริยินทรีย์)
๓. สุทัสสา ผู้งดงามน่าทัศนา (เจริญสตินทรีย์
๔. สุทัสสี ผู้น่าทัศนาเพราะบริสุทธิ์ (สมาธินทรีย์)
๕. อกนิฏฐา ผู้ไม่เล็กน้อยด้อยกว่าใคร (ปัญญินทรีย์)

อรูปาวจรภูมิ ๔

๑. อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะ มีอากาศไม่มีที่สุด
๒. วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะ มีวิญญาณไม่มีที่สุด
๓. อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะ ไม่มีอะไร
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีสัญญา ก็ไม่ใช่มีสัญญาก็ไม่ใช่
ในภูมิเหล่านี้   ๑ ปุถุชน
๒ พระโสดาบัน
๓ พระสกทาคามี
ย่อมไม่เกิดในชั้นสุทธาวาส เพราะเป็นภูมิเฉพาะพระอนาคามี ทั้งพระอริยะและมิใช่พระอริยะ ย่อมเกิดในภูมิที่เหลือ เว้นชั้นสุทธาวาสและอสัญญีพรหม

หนังสืออ่านประกอบ
          อภิ.วิภงฺค. ๓๕/๑๑๐๓/๕๗๐–๕๗๒
          อภิธมฺมตฺถสงฺคหปาลิ ๓๐
          อภิธัมมัตถสังคหบาลีแปล ๒๐๓
          อภิธมฺมตฺถวิภาวินี ๑๕๘–๑๖๐
          พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ๓๑๗–๓๑๙



สติสุรภาวพฺรหฺมจริยโยคฺยตาทิคุเณหิ อุกฺกฏฺมนตาย มโน อุสฺสนฺนํ เอเตสนฺติ มนุสสา (อภิธมฺมตฺถวิภาวินี ๑๕๗)
ชมพูทีโป สกฏสณฺาโน อปรโคยาโน อาทาสสณฺาโน ปุพฺพวิเทโห อฑฺฒจนฺทสณฺาโน อุตฺตรกุรุ ปีสณฺาโน ฯ ตํตํนิวาสีนํ ตํตํปริวารทีปวาสีนํ จ มนุสฺสานํ มุขมฺปิ ตํตํสณฺานนฺติ วทนฺติ ฯ (ปรมตฺถมญฺชุสา ๑/๓๕๒)