พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑๒ - ปากทานปริยายจตุกะ

ปากทานปริยายจตุกะ แสดงการลำดับของการให้ผล มี ๔ คือ
๑. ครุกรรม ได้แก่กรรมที่กรรมอย่างอื่นไม่สามารถขัดขวางได้ ซึ่งเป็นกรรมมีโทษมาก มีอานุภาพมาก (มหาสาวชฺชํ มหานุภาวญฺจ อญฺเญน กมฺเมน ปฏิพาหิตุอสกฺกุเณยฺยกมฺมํ) มี ๓ ประเภท คือ
๑.๑ นิยตมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดอย่างแรง ให้ผลแน่นอนในการจุติ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ช่วยโปรดไม่ได้ นิยตมิจฉาทิฏฐิ มี ๓ คือ นัตถิกทิฏฐิ เห็นว่าทำดีทำชั่วไม่มีผล (ปฏิเสธผล) อเหตุกทิฏฐิ เห็นว่าสัตว์ได้รับสุขทุกข์ ไม่ต้องประกอบเหตุ เป็นเพียงเหตุบังเอิญ อกิริยทิฏฐิ เห็นว่า บุญบาปทำแล้วไม่เป็นอันทำ
๑.๒ อนันตริยกรรม ๕ คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นมา ทำสงฆ์ให้แตกกัน
๑.๓ มหัคคตกุศลกรรม คือ ได้รูปฌาน ๕ อรูปฌาน ๔ เรียกว่า ฌานสมาบัติ อันส่งผลให้เกิดในเทวโลก
๒. อาสันกรรม กรรมที่ทำหรือระลึกในเวลาใกล้ตาย ไม่ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ย่อมมีอำนาจให้วิบากในภพต่อไป กรรมที่ทำ เช่น คนที่กำลังทะเลาะวิวาทฆ่ากันตาย หรือกำลังเสพสุรา เกิดเสียชีวิตกระทันหัน ทำให้เกิดในทุคติ กรรมที่ระลึก เช่น ตอนใกล้ตาย ระลึกถึงกรรมดีที่เคยทำ เกิดประโยชน์ย่อมมีผลนำไปเกิดในสุคติภพ
๓. อาจิณกรรม กรรมที่ทำเป็นอาจิณหรือเนืองนิตย์ แบ่งเป็นกุศลอาจิณกรรม คือทำกุศลบ่อย ๆ เช่น รักษาศีล สวดมนต์ไหว้พระ เจริญสมถวิปัสสนา ที่เป็นอกุศลกรรม เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น
อีกอย่างหนึ่ง กรรมที่เคยทำแม้ครั้งเดียว แต่ระลึกถึงบ่อย ๆ ก็เป็นอาจิณกรรมได้
๔. กฏัตตากรรม แปลว่า กรรมที่ทำไปแล้ว เป็นกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้ทำมิได้มีเจตนาเต็มที่เป็นกรรมที่เบากว่า ๓ ประการข้างต้น มี ๒ ประการ คือ
๑. กุศลกรรมและอกุศลกรรม ที่เคยทำในภพก่อน ๆ อันส่งผลน้อยอยู่แล้ว แต่ยังมีพลังบ้าง
๒. กุศลกรรมและอกุศลกรรม ที่ทำในภพนี้แต่ไม่เข้าถึงครุกรรม อาสันกรรมและ
อาจิณกรรม ที่ผู้ทำมิได้จงใจเต็มที่ จึงเป็นกฏัตตากรรม