พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑๒ - หมวด ๓ กัมมจตุกะ

หมวด ๓ กัมมจตุกะ

กรรม ๑๒ แบ่งเป็นหมวดย่อยอีก ๓ คือ
๓.๑ กรรมที่ให้ผลตามกิจหรือหน้าที่ ได้แก่ (กิจวเสน)
ชนกกรรม กรรมที่ทำให้เกิด
อุปัตถัมภกกรรม กรรมที่สนับสนุน
อุปปีฬกกรรม กรรมที่เบียดเบียนบีบคั้น
อุปฆาตกรรม กรรมที่ตัดรอน
๓.๒ กรรมให้ผลตามลำดับ มี ๔ ได้แก่ (ปากทานปริยาย)
ครุกรรม กรรมหนัก
อาสันนกรรม กรรมที่ทำในเวลาใกล้ตาย
อาจิณณกรรม กรรมที่ทำมามาก หรือทำจนชิน
กฎตัตตากรรม กรรมสักแต่ว่าทำ อาจิณณกรรม กรรมที่ทำมาหรือเคยชิน
๓.๓ กรรมให้ผลตามระยะกาล (ปากกาลวเสน) ๔ ได้แก่
ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม อันสัตว์พึงเสวยในภพปัจจุบัน
อุปปัชชเวทนียกรรม อันสัตว์พึงเสวยในภพถัดไปต่อจากภพนี้
อปราปรเวทนียกรรม อันสัตว์พึงเสวยในภพสืบ ๆ ไป
อโหสิกรรม กรรมอันให้ผลเสร็จแล้ว
อนึ่งมีกรรมอีก ๔ อย่างอันให้ผลตามฐานะ คือ
อกุศล
กามาวจรกุศล
รูปาวจรกุศล
อรูปาวจรกุศล
๓.๑ กรรมที่ให้ผลตามกิจหรือหน้าที่:-
ชนกกรรม คือ เจตนาทั้งกุศล อกุศลที่ทำวิบากและกตัตตารูป (กัมมชรูป) ให้เกิดขึ้นทั้งในปฏิสนธิกาลและปวัติกาล
อุปัตถัมภกกรรม ไม่สามารถทำวิบากให้เกิดขึ้นเองแต่เป็นปัจจัยอุดหนุนให้วิบาก (อันชนกกรรมให้เกิด) เป็นไปนาน ๆ เหมือนเป็นตัวกีดกันกรรมตัวตัดรอนอื่น ๆ ส่งเสริม ของความสุขทุกข์ ให้มีกำลังแข็งขึ้น เช่น คนที่ทำดีอยู่เสมอปกติ ต้องได้รับผลดีอยู่แล้ว แต่ก่อนถึงแก่กรรมได้นึกถึงกุศลที่ทำ จึงไปสู่สุคติ การระลึกอย่างนี้ เป็นอุปัตถัมภกกรรมอุดหนุนกุศลวิบาก ให้ส่งผลเหมาะทันกาล ส่งเสริมนานรูปที่เป็นวิบากของชนกกรรม ให้เจริญและตั้งอยู่ได้นาน
อุปปีฬกกรรม คือ กรรมที่เบียดเบียนรูปนาม อันชนกกรรมให้เกิด ซึ่งมีสภาพตรงกันข้ามกับตน จึงมี ๒ ประการ คือ
๑. กุศลอุปปีฬกกรรม เบียดเบียนรูปนาม ที่เกิดจากอกุศลชนกกรรม
๒. อกุศลอุปปีฬกกรรม เบียดเบียนรูปนาม ที่เกิดจากกุศลชนกกรรม
กรณีแรก เช่น ผู้ที่เกิดมาร่างกายไม่สมบูรณ์ มีโรคมาก เป็นอยู่ลำบากยากจน อย่างนี้ถือว่า อกุศลชนกกรรมให้เกิด แต่คนผู้นี้อาศัยความไม่ประมาท ให้ ทาน รักษาศีล บำเพ็ญภาวนา รักษาสุขภาพ ไม่เสพสิ่งเกิดโทษ ขยันทำมาหากิน ประกอบสัมมาชีพ ร่างกายดีขึ้น ที่หนักเป็นเบา ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น
กรณีหลัง คนที่เกิดมาร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคเบียดเบียน เกิดในสกุลดีมีฐานะ แต่ประกอบด้วยความประมาท เสพสิ่งอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ขยันประกอบอาชีพ ต่อมาก็ย่อมกลับเป็นคนยากจน สุขภาพเสื่อมโทรมได้
อุปฆาตกกรรม มีหน้าที่ตัดกรรมอื่น และรูปนามที่เกิดจากกรรมอื่นให้สิ้นสุดลง อุปฆาตกกรรมนี้ แตกต่างจาก อุปปีฬกกรรม ตรงที่ อุปปีฬกกรรม มีหน้าที่เที่ยวเบียดเบียนกรรมอื่น เป็นวิบากให้มีผลน้อยมิให้เจริญขึ้น แต่อุปฆาตกกรรม ย่อมตัดกรรมอื่นและวิบากอย่างเด็ดขาด อย่างตัดวิบากเกี่ยวกับร่างกาย (รูปนาม) ก็ทำลายอวัยวะหรือชีวิตให้สิ้นทีเดียว
อุปฆาตกกรรม อันตัดชนกกรรม มิให้ส่งผลตลอดไปที่ตัดชนกกรรมอื่น เช่น พระองคุลิมาล ฆ่าคนไว้มาก พอเป็นพระอริยะก็หมดจากกรรมที่เคยฆ่าคนไว้ คือ กุศลกรรมตัดอกุศลกรรมให้หมดได้
กุศลกรรมอย่างสูง ย่อมตัดกุศลกรรมอย่างต่ำโดยปริยาย เช่น ผู้บำเพ็ญสมาธิ จนได้ จตุตถฌานภูมิ ย่อมไม่ไปเกิดในชั้นปฐมฌานภูมิ ยกเว้นผู้มี นิกันติตัณหา ยังปรารถนาเกิดในภูมิต่ำ ตัดกุศลชนกกรรม มิให้ส่งผลตลอดไป เช่น พระเทวทัต เคยได้ฌานอภิญญาจิต แต่ภายหลังทำสังฆเภท อันเป็นอนันตริยกรรม จึงต้องไปเกิดในอเวจี
ส่วนอุปฆาตกกรรม มีหน้าที่ตัดรูปนาม เช่น ฆราวาสที่สำเร็จพระอรหันต์ ถ้าไม่บวชเป็นพระภิกษุ จะต้องตายภายในวันนั้น เช่นนี้ถือว่า อรหัตกุศลเป็นอุปฆาตกกรรม ตัดรูปนามความเป็นมนุษย์ อันเกิดจากกุศลชนกกรรม มิให้ส่งผลอีก
คนที่มีอวัยวะครบถ้วน ต่อมาได้รับอุปัทวเหตุทำให้ตาบอด แขนขาด หรือเสียชีวิตก็เพราะอกุศล อุปฆาตกกรรม ตัดรูปนามที่เกิดจากกุศลชนกกรรม อย่างคนได้ร่างกายดีไม่มีโรค ยิ่งทำดีรักษาระวังจะทำให้ร่างกายเจริญยั่งยืนยิ่งขึ้น คนมีร่างกายอ่อนแอ ยิ่งไปดื่มสุรายิ่งอุดหนุนให้ร่างกายทรุดโทรมเร็วยิ่งขึ้น สัตว์ดิรัจฉานได้ร่างกายมาด้วยกุศลวิบาก ปกติไม่ควรอยู่นาน เพราะเกิดมาเพื่อรับผลทุกข์ แต่เมื่อดำรงชีพด้วยการฆ่าสัตว์อื่นก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่นาน เพื่อรับผลทุกข์นานยิ่งขึ้น


มหามกุฏราชวิทยาลัย, อภิธัมมัตถสังคหบาลีและอภิธัมมัตถวิภาวินี. ฉบับแปลเป็นไทย (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๒๕๓๙) หน้า ๑๙๒-๑๑๔-๒๑๙