พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑๑ - เปตภูมิ
เปตภูมิ เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่เดือดร้อน เพราะอดอยากหิวโหย เปรต แปลโดยพยัญชนะว่า ผู้ล่วงเลยจากความสุขโดยยิ่ง (ปกฏฺเน สุขโต อิตา คตาติ เปตา)

ภูมิของเปรต

หลักฐานที่ปรากฏเรื่องเปรตอย่างชัดเจน คือ ติโรกุฑฑสูตร (ขุ.ขุ.๒๕/๘/๙ – ๑๐)
ดังต่อไปนี้

ขุทฺทกปาเ ติโรกุฑฺฑกณฺฑํ

(มตฺตาสุขปริจฺจาคา ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ
จเช มตฺตาสุขํ ธีโร สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํฯ)
ติโรกุฑฺเฑสุ ติฏนฺติ สนฺธิสิงฺฆาฏเกสุ จ
ทฺวารพาหาสุ ติฏฺนฺติ อาคนฺตฺวาน สกํ ฆรํฯ
ปหุเต อนฺนปานมฺหิ ขชฺชโภชฺเช อุปฏฺฐิเต
น เตสํ โกจิ สรติ สตฺตานํ กมฺมปจฺจยาฯ
เอวํ ททนฺติ าตีนํ เย โหนฺติ อนุกมฺปกา
สุจึ ปณีตํ กาเลน กปฺปิยํ ปานโภชนํ
อิทํ โว าตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ าตโย ฯ
เต จ ตตฺถ สมาคนฺตฺวา าติเปตา สมาคตา
ปหุเต อนฺนปานมฺหิ สกฺกจฺจํ อนุโมทเร
จิรํ ชีวนฺตุ โน ?าตี เยสํ เหตุ ลภามฺหเส ฯ
อมฺหากญฺจ กตา ปูชา ทายกา จ อนิปฺผลา ฯ
น หิ ตตฺถ กสิ อตฺถิ โครกฺเขตฺถ น วิชฺชติ
วณิชฺชา ตาทิสี นตฺถิ หิรญฺเน กยากยํ ฯ
อิโต ทินฺเนน ยาเปนฺติ เปตา กาลกตา ตหึ
อุนฺนเต อุทกํ วุฏฺฐํ ยถา นินฺนํ ปวตฺตติ
เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ ฯ
ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ ฯ
เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ ฯ
อทาสิ เม อกาสิ เม าติมิตฺตา สขา จ เม
เปตานํ ทกฺขิณํ ทชฺชา ปุพฺเพ กตมนุสฺสรํ ฯ
น หิ รุณฺณํ วา โสโก วา ยาวญฺา ปริเทวนา
น ตํ เปตานมตฺถาย เอวํ ติฏฺนฺติ าตโย ฯ
อยญฺจ โข ทกฺขิณา ทินฺนา สงฺฆมฺหิ สุปติฏฺฐิตา
ทีฆรตฺตํ หิตายสฺส านโส อุปกปฺปติ ฯ
โส าติธมฺโม จ อยํ นิทสฺสิโต
เปตานปูชา จ กตา อุฬารา
พลญฺจ ภิกฺขูนมนุปฺปทินฺนํ
ตุมฺเหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกนฺติ
(ขุ.ขุ. ๒๕/๘/๙-๑๑)
(ขุ.เปต. ๒๖/๙๐/๑๕๙)

คำแปล
ติโรกุฑฑกัณฑ์ในขุททกปาฐะ
ว่าด้วยการให้ของแก่ผู้ล่วงลับไป

(๘) (ถ้าว่าปราชญ์พึงหาความสุขอันไพบูลย์เพราะสละความสุขพอประมาณไซร้ เมื่อปราชญ์เห็นความสุขอันไพบูลย์ พึงสละความสุขพอประมาณเสีย) เปรตทั้งหลายมาสู่เรือนของตน ยืนอยู่ภายนอกฝาเรือน ทาง ๔ แพร่ง ทาง ๓ แพร่ง และใกล้บานประตู เมื่อข้าว น้ำ ของเคี้ยว และของบริโภคเป็นอันมาก อันญาติทั้งหลายตั้งไว้แล้ว ญาติไร ๆ ของเปรตเหล่านั้นระลึกไม่ได้ เพราะกรรมของสัตว์เหล่านั้นเป็นปัจจัย ชนเหล่าใดเป็นผู้อนุเคราะห์ ชนเหล่านั้นย่อมให้น้ำและโภชนะอันสะอาดประณีตอันเป็นของควรโดยกาล ด้วยอุทิศเจตนาอย่างนี้ว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลายจงเป็นผู้ถึงความสุขเถิด และญาติผู้ละโลกนี้ไปแล้วเหล่านั้น มาประชุมพร้อมกันแล้วในที่นี้ เมื่อมีข้าวและน้ำเป็นอันมาก ย่อมอนุโมทนาโดยเคารพว่า เราทั้งหลายได้สมบัติเช่นนี้ เพราะเหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติเหล่านั้นของพวกเราจงเป็นอยู่นานเถิด บูชาอันทายกทั้งหลายทำแล้วแก่เราทั้งหลายและทายกทั้งหลายก็หาไร้ผลไม่
ในเปรตวิสัยนั้น ไม่มีกสิกรรม ไม่มีโครักขกรรม ไม่มีพาณิชยกรรมเช่นนั้น ไม่มีการซื้อการขาย (การแลกเปลี่ยน) ด้วยเงิน ผู้ทำกาลกิริยาละไปแล้ว ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในเปรตวิสัยนั้น ด้วยทานทั้งหลายที่ญาติให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้ น้ำฝนตกลงในที่ดอนย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด ทานที่ญาติทั้งหลายให้แล้วแต่มนุษย์ในโลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มเปี่ยมฉันใด ทานที่ญาติทั้งหลายให้แล้ว แต่มนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน

บุคคลมาระลึกถึงอุปการะอันท่านได้ทำแล้วในกาลก่อนว่า ผู้นี้ได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ผู้นี้ได้ทำกิจนี้แก่เรา ผู้นี้เป็นญาติ เป็นมิตร เป็นเพื่อนของเรา ดังนี้ ก็ควรให้ทักษิณาทาน เพื่อผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว การร้องไห้ก็ดี ความเศร้าโศกก็ดี ความรำไรรำพันอย่างอื่นก็ดี บุคคลไม่ควรทำเลย เพราะว่าการร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่ญาติทั้งหลายผู้ละไปแล้ว ญาติทั้งหลายย่อมตั้งอยู่อย่างนั้น
ก็ทักษิณาทานนี้แล อันท่านให้แล้ว ประดิษฐานไว้ดีแล้วในสงฆ์ ย่อมสำเร็จโดยพลัน เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เปรตนั้น ตลอดกาลนาน ญาติธรรมนี้นั้นท่านได้แสดงให้ปรากฏแล้ว บูชาอันยิ่งท่านได้ทำแล้วแก่ญาติทั้งหลายผู้ละไปแล้ว และท่านทั้งหลายได้เพิ่มกำลังให้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว บุญไม่ใช่น้อยท่านทั้งหลายได้ขวนขวายแล้ว ดังนี้แล ฯ
เปรตแบ่งออกเป็นพวกใหญ่ ๆ ได้ ๔ พวก คือ
๑. ปรทัตตูปชีวิกเปรต เปรตที่เลี้ยงชีวิตด้วยอาหารที่ผู้อื่นให้ด้วยการอุทิศส่วนกุศล
อย่างปรากฏในติโรกุฑฑสูตรนี้
๒. ขุปปิปาสิกเปรต เปรตที่อดอยาก หิวข้าวหิวน้ำเป็นนิตย์
๓. นิชฌามตัณหิกเปรตเปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ
๔. กาลกัญจิกเปรต เปรตที่อยู่ในจำพวกอสุรกาย หรือจะเรียกว่า เป็นพวก
ครึ่งชาติก็ได้
ใน ๔ จำพวกนี้ พวกที่ ๑ ปรากฏในคัมภีร์ต่าง ๆ มาก เช่น มังคลัตถทีปนี ในติโรกุฑฑสูตร ขุททกนิกาย เรื่องเปรตผู้เคยเป็นญาติพระเจ้าพิมพิสาร ก็อยู่ในจำพวกนี้
ภูมิที่อยู่ของเปรตมีอยู่ ๒ ทรรศนะ คือ บางแห่งว่า ภูมิของเปรตไม่มีโดยเฉพาะ เที่ยวอาศัยอยู่ตามป่า ภูเขา เหว เกาะ แก่ง ทะเล มหาสมุทร ย่อมปรากฏในมนุษยโลกนี้
บางแห่งอย่างคัมภีร์โลกบัญญัติว่า ภูมิของเปรตอยู่เบื้องบนนรก ด้านหนึ่งของป่าหิมพานต์ ในชมพูทวีป มีดงทึบ ณ ที่นั่นมีแดนเปรต มีพระราชาเปรต ชื่อ มหิทธิกะ ปกครอง มีเมืองชื่อ โยนนคร
ในคัมภีร์โลกบัญญัติเช่นเดียวกัน ได้จัดตระกูลเปรตไว้ ๑๒ ตระกูล ดังนี้
๑. วันตาสะ พวกเปรตที่กินสิ่งที่ถูกคายแล้ว
๒. กุณปขาทก พวกเปรตที่กินซากศพ
๓. คูถขาทก พวกเปรตที่กินคูถ
๔. อัคคิชาลมุข พวกเปรตที่มีเปลวเพลิงในปาก
๕. สูจิมุข พวกเปรตที่มีปากเท่ารูเข็ม
๖. ตัณหัชชิตะ พวกเปรตที่ถูกความอยากเบียดเบียน
๗. สุนิชฌาปิตะ พวกเปรตที่ถูกแผดเผา
๘. สัตตังคะ พวกเปรตที่มีหอกทั่วตน
๙. ปัพพตังคะ พวกเปรตที่มีร่างกายเป็นภูเขา
๑๐. อชคระ พวกเปรตที่มีร่างกายเป็นงูเหลือม
๑๑. เวมานิกะ พวกเปรตที่มีเรือนอยู่
๑๒. มหิทธิกะ พวกเปรตที่มีฤทธิ์มาก

เรื่องเปรตในพระสุตตันตปิฎก พึงศึกษาบางเรื่อง ดังนี้
ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุ
ว่าด้วยความหิวของนางเปรต

พระสังฆเถระถามว่า
ท่านเปลือยกาย มีผิวพรรณเลวทราม มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป หมู่แมลงวันพากันตอมเกลื่อนกล่น ท่านเป็นใครหนอมายืนอยู่ในที่นี้
หญิงเปรตนั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ถึงทุคติเกิดในยมโลก เพราะทำกรรมอันลามกจึงต้องจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เวลาเช้าคลอดบุตร ๕ คน เวลาเย็นอีก ๕ คน แล้วกินลูกเหล่านั้นหมด ถึงบุตร ๑๐ คนเหล่านั้น ก็ยังไม่อาจบรรเทาความหิวของดิฉัน หัวใจของดิฉันเร่าร้อนอยู่เป็นนิจเพราะความหิว ดิฉันไม่ได้ดื่มน้ำที่ควรดื่ม ขอท่านจงดูดิฉันผู้ถึงความพินาศเช่นนี้เถิด
พระเถระถามว่า
เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วย กาย วาจา ใจ หรือท่านกินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร
หญิงเปรตนั้นตอบว่า
เมื่อก่อน หญิงร่วมสามีของดิฉันคนหนึ่งมีครรภ์ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีใจประทุษร้าย ได้ทำให้ครรภ์ตกไป เขามีครรภ์ ๒ เดือนเท่านั้น ไหลออกเป็นโลหิต ครั้งนั้น มารดาของเขาโกรธดิฉันเชิญพวกญาติมาประชุมซักถาม ให้ดิฉันทำการสบถและขู่เข็ญให้กลัว ดิฉันได้กล่าวคำสบถและมุสาวาทอย่างแรงว่า ถ้าดิฉันทำชั่วอย่างนี้ ขอให้ดิฉันกินเนื้อบุตรเถิด ฉันมีกายอันเปื้อนด้วยหนองและโลหิต กินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรม คือ การทำให้ครรภ์ตกและการพูดมุสาทั้งสองนั้น.

คณเปตวัตถุ

ว่าด้วยเรื่องเปรตหิวน้ำเห็นแล้วกินไม่ได้
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเปรตทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายเปลือยกาย มีรูปร่างผิวพรรณน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผอมจนแลเห็นแต่ซี่โครงเช่นนี้ แนะท่านผู้นิรทุกข์ ท่านทั้งหลายเป็นอะไรหนอ
เปรตทั้งหลายตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวยทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงจากมนุษยโลกไปสู่เปตโลก
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ท่านทั้งหลายทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะผลแห่งกรรมอะไร ท่านทั้งหลาย จึงจากมนุษยโลกไปสู่เปตโลก
เปรตเหล่านั้นตอบว่า
เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้เป็นที่พึ่งอันหาโทษมิได้มีอยู่ ข้าพเจ้าทั้งหลาย มิได้ก่อสร้างกุศลไว้แม้เพียงกึ่งมาสก เมื่อไทยธรรมมีอยู่ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน พวกข้าพเจ้าหิวน้ำ จึงเข้าไปใกล้แม่น้ำ แม่น้ำกลับกลายเป็นว่างเปล่าไป เมื่อเวลาร้อน ข้าพเจ้าทั้งหลายเข้าไปสู่ร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดแผดเผาไป และลมมีสีดังไฟแผดเผาพวกข้าพเจ้าฟุ้งไป ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายควรที่จะเสวยทุกข์อันมีความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น
อนึ่ง ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ถูกความหิวแผดเผาแล้วอยากอาหาร พากันไปสิ้นทางหลายโยชน์ ก็ไม่ได้อาหารอะไร ๆ เลย จึงพากันกลับมา ข้าพเจ้าทั้งหลายนี้หาบุญมิได้หนอ เมื่อมีความหิวโหยอิดโรยมากขึ้น ก็พากันล้มสลบลงที่พื้นดิน บางคราวก็ล้มนอนหงาย บางคราวก็ล้มคว่ำ ดิ้นรนไปมา ก็ข้าพเจ้าเหล่านั้นสลบอยู่ที่พื้นดินตรงที่ล้มอยู่นั่นเอง เอาศีรษะชนหน้าอกกันและกัน ข้าพเจ้าเหล่านี้หาบุญมิได้หนอ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายควรที่จะเสวยทุกข์ อันมีความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น เพราะเมื่อไทยธรรมมีอยู่ ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ก็ข้าพเจ้าเหล่านั้นไปจากที่นี้ ได้กำเนิดเป็นมนุษย์แล้ว จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล กระทำกุศลให้มากเป็นแน่


ขุ.ขุ.๒๕/๘/๙-๑๑ ขุ.เปต.๒๖/๙๐๑๕๙
พระสัทธรรมโฆษเถระ. โลกบัญญัติ (กรุงเทพฯ: หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๒๘) หน้า ๘๔
ขุ. เปต. ๒๖/๙๑/๑๖๐ - ๑
ขุ. เปต. ๒๖/๑๓๐/๒๕๔-๔