พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑๐ - ปฏิสนธิจตุกกะ

ปฏิสนธิ คือ การสืบต่อภพชาติการเกิดปรากฏขึ้นครั้งแรกของจิต เจตสิกและกัมมชรูป ในภพด้วยอำนาจการสืบต่อระหว่างภพปัจจุบันกับภพใหม่
การปฏิสนธิของสัตว์มี ๔ ชนิด คือ
๑. อปายปฏิสนธิ การปรากฏขึ้นครั้งแรกของจิต เจตสิก และกัมมชรูป ในอปายภูมิ จิตที่ปฏิสนธิในภูมินี้ คือ อุเปกขาสันตีรณจิต ฝ่ายอกุศลวิบาก ทำหน้าที่ปฏิสนธิในปฏิสนธิกาล ทำหน้าที่ภวังค์ในปวัตติกาล และจุติในสุดท้าย ทั้งนี้จิตที่ทำหน้าที่ ต่างเกิดดับสืบต่อคนละดวง ไม่ใช่จิตดวงเดียวล่องลอยไปเกิด จิตดวงนี้นำไปเกิดในนรก เปรต อสุรกาย และกำเนิดดิรัจฉาน อันเป็นทุคติภูมิ
๒. กามสุคติปฏิสนธิ การปรากฏขึ้นครั้งแรกของจิต เจตสิก และกัมมชรูป ในกามสุคติภูมิ จิตทำหน้าที่ปฏิสนธิในภูมินี้มี ๒ ประเภท คือ
๒.๑ อุเปกขาสันตีรณจิต ฝ่ายกุศลวิบาก นำไปเกิดในมนุษยภูมิ ๑ ในเทวภูมิชั้น จาตุมหาราช ๑ เนื่องจากจิตดวงนี้ แม้ส่งผลให้เกิดในสุคติภูมิ แต่เป็นกุศลวิบากมีกำลังอ่อน หรือผลบุญให้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงส่งผลให้เป็นมนุษย์ไม่สมประกอบ เป็นเทวดาต่ำต้อยพิการ หรือเป็นวินิปาติกาสูรบางจำพวกที่ต้องอาศัยภุมมเทวดา หรือรุกขเทวดาอยู่ ให้สังเกตภุมมเทวดาหรือรุกขเทวดา เป็นเทวดาอยู่ในชั้นค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ยังมีวินิปาติกอสูรซึ่งต่ำกว่ามาอาศัยอีก
ที่ว่า พิการ ต้องพิการแต่กำเนิด เพราะกัมมชรูปเกิดไม่ครบ ผู้พิการทีหลังไม่อยู่ในเกณฑ์นี้ มนุษย์พิการแต่กำเนิด ๑๐ คือ
๑. ตาบอด ๖. บ้า
๒. หูหนวก ๗. บัณเฑาะก์
๓. จมูกเสีย ๘. คนปรากฏสองเพศ
๔. ใบ้ ๙. ไม่ปรากฏเพศ
๕. โง่เง่าปัญญาอ่อน ๑๐. ติดอ่าง
วินิปาติกอสูร ๑ รวมเป็น ๑๑ จำพวก
๒.๒ มหาวิบากจิต ๘ นำไปเกิดในมนุษยภูมิ ๑ ในเทวภูมิ ๖ เป็นมนุษย์และเทวดาที่สมบูรณ์ ไม่พิการเป็นทวิเหตุกบุคคล หรือติเหตุกบุคคล แล้วแต่มหากุศลจิต เป็นญาณสัมปยุต หรือญาณวิปยุต
๓. รูปวจรปฏิสนธิ คือการปฏิสนธิของพรหมชั้นรูปาวจร ๑๖ ภูมิ คือ
๓.๑ ปฐมฌานวิบากจิต นำให้เกิดปฏิสนธิของพรหมชั้นปาริสัชชา ปุโรหิตา
และมหาพรหมา
๓.๒ ทุติยฌานวิบากจิต นำให้เกิดปฏิสนธิของพรหมในชั้นปริตตา อัปปมาณา
ภา และอภัสสรา
๓.๓ ตติยฌานวิบากจิต นำให้เกิดปฏิสนธิของพรหมในชั้นปริตตสุภา อัปปมาณ สุภา และสุภกิณหา
๓.๔ จตุตถฌานวิบากจิต นำให้เกิดปฏิสนธิ ในชั้นจตุตถฌานภูมิ ๗ ชั้น คือ เวหัปผลา อสัญญีพรหม และสุทธาวาสภูมิ ๕
ถ้าเกิดเป็นอสัญญีพรหม จะมีปฏิสนธิเป็นนวกกลาป และอุตุชกลาปเท่านั้น คือมีแต่ อุตุชรูปและกัมมชรูป ไม่มีจิตตชรูป เป็นรูปขันธ์ที่มีชีวิตรูปครองอยู่ ผู้ที่ได้ปัญจมฌาน ถ้าจะเกิดในภพนี้ เมื่อจุติในท่าใดก็จะปฏิสนธิในท่านั้น และอยู่อย่างนั้นเลยจนหมดอายุกำหนด กำหนดคือ ๕๐๐ มหากัปแล้วก็จุติไป
พระอนาคามี ที่ได้ปัญจมฌาน ย่อมปฏิสนธิในสุทธาวาสภูมิ ๕ ภูมิใดภูมิหนึ่ง ตามกำลังของอินทรีย์ ๕ และสำเร็จเป็นพระอรหันต์แน่นอน ถ้าหมดอายุในชั้นสุทธาวาสก่อน ก็จะไปเกิดในชั้นอกนิฏฐภูมิและนิพพานในชั้นนั้น
๔. อรูปาวจรปฏิสนธิ การเกิดของผู้ได้อรูปฌาน ๔ ในอรูปภูมิ หรือที่เรียกว่า อรูปวจรวิบากจิต การเกิดในชั้นนี้มี ๔ ชั้น ตามองค์ฌาน คือ
๔.๑ อากาสานัญจายตนวิบากจิต เป็นปฏิสนธิ ภวังค์และจุติ ของอากาสานัญจายตนพรหม
๔.๒ วิญญาณัญจายตนวิบากจิต เป็นปฏิสนธิ ภวังค และจุติ ของวิญญาณัญจายตนพรหม
๔.๓ อากิญจัญญายตนวิบากจิต เป็นปฏิสนธิ ภวังค์ และ จุติของอากิญจัญญายตนพรหม
๔.๔ เนวสัญญานาสัญญายตนวิบากจิต เป็นปฏิสนธิ ภวังค์ และจุติของเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม
อายุของอรูปพรหม ๔ ชั้นนี้ คือ ๒๐,๐๐๐ มหากัป, ๔๐,๐๐๐ มหากัป, ๖๐,๐๐๐ มหากัปและ ๘๔,๐๐๐ มหากัป โดยลำดับ (๔ อสังไขยกัป เป็น ๑ มหากัป)
ข้อที่ควรพิจารณา คำว่า จุติปฏิสนธิ อย่าไปนึกภาพว่าดวงวิญญาณล่องลอยไปเกิดอย่างในภาพยนต์ จิตมีเกิดดับอยู่แล้วอย่างรวดเร็ว (จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูปเกิดดับได้ ๑ ขณะ) ต้องรู้เท่าทันคำว่า สันตติ คือ เกิดดับสืบต่อกัน
สันตติ การสืบต่อ คือการเกิดดับต่อเนื่องกันไป โดยอาการที่เป็นปัจจัยส่งผลแก่กัน ในทางรูปธรรมที่พอเห็นอย่างหยาบ เช่น ขนเก่าหลุดร่วงไป ขนใหม่เกิดขึ้นแทน ความสืบต่อแห่งรูปธรรมจัดเป็นอุปาทายรูป อย่างหนึ่งในทางนามธรรมจิตก็มีสันตติ คือ เกิดดับสืบเนื่องต่อกันไป
อนึ่ง ในวิญญาณทั้งหลายเหล่านี้ วิญญาณดวงก่อน เรียกว่า จุติ เพราะเคลื่อนไป ดวงหลังเรียกปฏิสนธิ เพราะสืบต่อภพอื่นเป็นต้น ปฏิสนธิวิญญาณนี้นั้น บัณฑิตพึงทราบว่า มิใช่จากภพก่อนมาในหนนี้ แม้เว้นเหตุมีกรรม สังขาร คติ และอารมณ์เป็นต้น แต่ภพก่อนนั้น ก็ไม่ปรากฏ

สิยุ นิทสฺสนาเนตฺถ ปฏิโมสาทิกา อถ
สนฺตนพนฺธโต นตฺถิ เอกตา นาปิ นานตา

เปรียบเหมือนเสียงสะท้อนเป็นต้น พึงเป็นอุทาหรณ์ได้ในเรื่องนี้ ก็เสียงสะท้อนนั้น มิใช่เป็นเสียงเดียวกัน มิใช่เป็นเสียงต่างกัน (กับเสียงเดิม) เพราะเนื่องกันด้วยความสืบต่อ
ในบทที่ว่าด้วยขันธนิเทศ พระอรรถกถาจารย์ พูดถึงสันตติของรูป จะนำมาแสดงไว้ด้วย ถึงไม่ใช่เรื่องจิตโดยตรง แต่ท่านพูดถึงการติดต่อกันของการเกิดดับอย่างน่าพิจารณา
“ก็ความที่ขันธ์ ๕ เกิดต่างขณะกันดับต่างขณะกัน บัณฑิตพึงแสดงด้วยสันตติรูป
จริงอยู่ สันตติรูปทั้ง ๔ ในส่วนนั้นของสรีระนี้เบื้องต้นแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมามีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ย่อมเป็นไปโดยความเป็นกลุ่มเป็นก้อน เมื่อสันตติรูป ๔ แม้นั้นเป็นไปอยู่อย่างนี้ ก็พึงกำหนดความที่รูปเหล่านั้นมีความเกิดเป็นต้นไม่ได้ เหมือนแถวปลวกหรือแถวมดแดง เมื่อบุคคลแลดูอยู่ ก็จะเป็นดุจเนื่องเป็นอันเดียวกัน แต่มิได้เนื่องเป็นอันเดียวกัน เพราะในที่ใกล้ศีรษะของมดตัวหนึ่ง จะมีศีรษะบ้าง ท้องบ้าง เท้าบ้างของมดตัวอื่น ๆ ฉันใด แม้สันตติรูป ๔ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ในอุปาทะของสันตติรูปหนึ่ง จะมีอุปาทะบ้าง ฐิติบ้าง ภังคะบ้าง ของสันตติรูปอื่น ๆ พึงทราบความที่ขันธ์ ๕ เกิดต่างขณะกัน ดับต่างขณะกันในสันตติรูป ๔ นี้ ด้วยประการฉะนี้
ในการกำหนดจิต ซึ่งเกิดดับเร็วกว่ายิ่งยากกว่า ถึงกระนั้นก็อยู่ในกระบวนการเดียวกันคือเกิดดับ อนึ่งในการเกิดในภพใหม่ที่ท่านเปรียบเหมือนเสียงสะท้อน ให้นำอุปมาอีกอย่างคือกระจกเงา รูปของเราในกระจกจะว่าต่างหากจากตัวเราก็มิใช่ จะว่าเป็นตัวเราก็มิใช่ แต่อาศัยความเกี่ยวเนื่องกันอยู่ทั้ง ๒ อย่าง จึงเห็นภาพเงาสะท้อนได้ฉันนั้น


ชจฺจนฺธาทีติ อาทิคฺคหเณน ชจฺจพธิร - ชจฺจมูค - ชจฺจุมตฺตก - ปณฺฑกอุภโตพฺยญฺชนกนปุสกมมฺมาทีนํ สงฺคโห (อภิ.วิ.๑๖๐) เพิ่ม ชจฺจฆานก หมายถึงไม่มีฆานประสาท
ภุมฺมเทเว สิตา นิสฺสิตา ตคฺคติกตฺตาติ ภุมฺมสฺสิตาฯ สุขสมุสฺสยโต วินิปาติตาติ วินิปาติกาฯ (อภิ.วิ. ๑๖๐)
พระเทพเวที, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, (กรุงเทพฯ : สหธรรมิก, ๒๕๓๒) หน้า ๓๒๔- ๓๒๕
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒/๕ วิภังค์และอรรถกถาแปล. มหามกุฏราชวิทยาลัย กรุงเทพฯ ๒๕๓๙
สันตติรูป ๔ คือ กัมมชรูป จิตตชรูป อุตุชรูป อาหารชรูป
พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังค์และอรรถกถาแปล. มหามกุฏราชวิทยาลัย กรุงเทพฯ ๒๕๓๗