พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑ - ประวัติอภิธรรมปิฎก ตามนัยอัฏฐสาลินี
พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อภิธรรม ณ โคนต้นโพธิ์แล้ว ทรงทำพุทธกิจพิจารณาธรรมต่าง ๆ เป็นเวลา ๒๑ วัน ในเวลา ๒๑ วัน ที่ทรงพิจารณาธรรมนี้ พระรัศมีก็ไม่ซ่านออกจากพระสรีระ แต่ในสัปดาห์ที่ ๔ พระองค์ก็ประทับนั่งในเรือนแก้วในทิศพายัพ ที่ชื่อว่า เรือนแก้วไม่ใช่เรือนที่สำเร็จด้วยแก้ว แต่พึงทราบสถานที่พระศาสดาทรงพิจารณาปกรณ์ทั้ง ๗ ว่า เรือนแก้ว เมื่อพระศาสดาแม้พิจารณาพระธรรมสังคณีอยู่ในเรือนแก้วนั้น พระรัศมีก็ไม่ซ่านออกจากพระสรีระ แม้เมื่อทรงพิจารณาวิภังคปกรณ์ ธาตุกถา บุคคลบัญญัติ กถาวัตถุปกรณ์ ยมกปกรณ์อยู่ พระรัศมีก็ไม่ซ่านออกจากพระสรีระ แต่ในเวลาที่พระศาสดาทรงหยั่งลงสู่ มหาปกรณ์ ฯลฯ พระรัศมี มีวรรณะ ๖ คือ เขียวเข้ม เหลือง แดง ขาว หงสบาท และเลื่อมประภัศร ก็ซ่านออกจากพระสรีระแทรกแผ่นดินอันหนัก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ลงไปจับน้ำในภายใต้ ในเบื้องบนพุ่งขึ้นจับสวรรค์ชั้น จาตุมหาราช ผ่านสวรรค์ชั้นสูง จนถึง อรูปพรหม ๔ ชำแรกอรูปพรหม ๔ แล่นไปสู่อัชชฎากาศ คือท้องฟ้า โดยส่วนขวาง (พระรัศมี) แล่นไปสู่โลกธาตุไม่มีที่สุด เมื่อพระโลกนาถเจ้าทรงพิจารณาธรรมอันละเอียดสุขุม พระโลหิตจึงใสรูปวัตถุผ่องใส พระฉวีวรรณผ่องใส วรรณธาตุ (ธาตุคือ รัศมี) มีจิตเป็นสมุฏฐาน ได้ตั้งอยู่ไม่หวั่นไหว ในประเทศประมาณ ๘๐ ศอกโดยรอบ
ในกาลต่อมา พระตถาคตเจ้าเสด็จไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ประทับนั่งเหนือปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ที่โคนต้นไม้ปาริฉัตตกะ ในท่ามกลางเทวดาจากหมื่นจักรวาล ทรงทำพระมารดาให้เป็นกายสักขีพยานทางกายแสดงธรรม ได้ทรงแสดงขยายลำดับธรรมระหว่างธรรมออกไปโดยร้อยส่วน พันส่วน แสนส่วน พระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงติดกันสามเดือน (มาก) เป็นอนันต์หาประมาณมิได้ เปรียบเหมือนคงคาสวรรค์ที่ไหลลงมาอย่างเร็ว และเปรียบเหมือนสายน้ำที่ไหลออกจากหม้อน้ำที่วางคว่ำปากไว้
มีคำถามว่า เมื่อพระตถาคต แสดงธรรมติด ๆ กันถึงสามเดือนอย่างนี้พระองค์ยังสรีระกาย ที่ต้องเกี่ยวข้องกับกพฬิงการาหารอย่างไร ตอบว่า ด้วยการประคับประคอง จำกัดเวลาพิจารณาดีแล้ว ตรวจดูเวลาในมนุษยโลก เช่นถึงเวลาภิกขาจารก็ทรงเนรมิตร พระพุทธเนรมิตว่าจงเป็นแบบนี้ แสดงธรรมเท่านั้น แล้วพระองค์เองทรงห่มจีวรถือบาตรเสด็จไปยังสระอโนดาด เทวดานำไม้ชำระฟันนาคลดามาถวาย ทรงเคี้ยวไม้ชำระฟันและสรงสนานพระวรกายในสระ อโนดาด เสด็จไปบิณฑบาตยังอุตตรกุรุทวีป ทรงนำบิณฑบาตกลับมาเสวยริมสระแล้วเสด็จเข้าไปพักผ่อนกลางวันในป่าไม้จันทน์
พระสารีบุตร ไปปฏิบัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในที่นั้น แล้วพระองค์ตรัสบอกอภิธรรมที่ทรงแสดงแก่เทวดาว่า ตรัสถึงข้อนี้ พระสารีบุตรนำอภิธรรมที่พระองค์ตรัสบอกมาแสดงแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ตามเรื่องบอกว่า ภิกษุเหล่านี้ เคยเกิดเป็นค้างคาวลูกหนูห้อยโหนอยู่ที่เงื้อมเขาฟังการสาธยายของภิกษุอภิธรรม ๒ รูป จึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยต่อมา
ตามนัยอัฏฐสาลินี มีข้อสังเกตอยู่หลายประการอันดับแรก ท่านผู้แต่งพรรณนาประวัติอภิธรรมได้อย่างไพเราะมากมีอรรถรสของภาษาอย่างยิ่ง
ได้ความรู้หลายประการ เช่น เรือนแก้ว ที่เราเห็นเข้าใจกัน ที่จริงคือ มุ่งด้านธรรมว่า ที่พระองค์พิจารณามหาปกรณ์
เมื่อพระพุทธเจ้า พิจารณาธรรมอันละเอียดสุขุม พระรัศมียิ่งผ่องใส น่าจะเป็นว่ายิ่งพิจารณายิ่งเกิดปีติ ไม่เหมือนปุถุชน
น่าจะมีท่านปรวาที (หรือผู้ไม่เลื่อมใสอภิธรรม) คัดค้านเรื่องพระจริยวัตรในดาวดึงส์ จึงต้องมีตอบแก้ปรวาทะไว้
อาจารย์เสถียร โพธินันทะ ได้เขียนข้อคิดเห็นแกี่ยวกับ อภิธรรม ๔ สมัย ไว้เป็นลำดับความทั้งทางประวัติและวิวัฒนาการ จึงขอนำข้อเขียนของท่านเสนอไว้ดังต่อไปนี้
ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพระอภิธรรม ๔ สมัย
พระอภิธรรมปิฎก อันเป็นปิฎกสุขุมคัมภีรภาพที่สุดของพระพุทธศาสนา เราควรจะทราบถึงการพัฒนาแห่งพระอภิธรรมในประวัติศาสตร์ ตามมติของข้าพเจ้า ขอแบ่งระยะกาลความเป็นมาแห่งพระอภิธรรมออกเป็น ๔ สมัย ดังต่อไปนี้
๑. สมัยพระอภิธรรมรวมอยู่ในฐานะพระสูตร
๒. สมัยพระอภิธรรมเป็นนิเทสของพระสูตร
๓. สมัยแยกจากพระสูตรเป็นอีกปิฎกหนึ่ง
๔. สมัยรวบรวมสารัตถะแห่งพระอภิธรรม



สมาคมศูนย์ค้นคว้าพระพุทธศาสนา, อรรถกถาอัฏฐสาลินี (กรุงเทพมหานคร : พุทธอุปถัมภ์ การพิมพ์, ๒๕๑๔) หน้า ๒๑