พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑ - สมัยแยกจากพระสูตรเป็นอีกปิฎกหนึ่ง
๓. สมัยแยกจากพระสูตรเป็นอีกปิฎกหนึ่ง
แม้ อภิธมฺเม อภิวินเย จะมีมาสมัยเดียวกันก็จริง แต่เนื่องด้วยเรื่องของวินัยเป็นระเบียบแบบแผนกำหนดไว้ ไม่สู้จะมีปัญหาที่ต้องขบให้พิสดาร ผิดกับความคิดและทัศนะทางธรรมะ ซึ่งมีอาณาบริเวณแห่งจินตนาการกว้างขวางมาก ตามความรู้ความเข้าใจของบุคคลฉะนั้น เรื่อง อภิธมฺเม จึงพัฒนาไปไกลกว่าเรื่อง อภิวินเย ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑ - ๓ พระสาวกได้รวบรวมข้ออภิปรายธรรมนิเทสต่าง ๆ จัดขึ้นเป็นปิฎกที่สามคืออภิธรรมปิฎก ต่างคณะต่างรวบรวม ฉะนั้น พระอภิธรรมปิฎกของนิกายต่าง ๆ จึงหาเหมือนกันไม่ แต่ปัจจุบันนี้อภิธรรมปิฎก ยังคงมีเหลืออยู่ ๓ นิกาย ที่เรียกได้ว่าพอแก่การศึกษา คือ พระอภิธรรมปิฎกฝ่ายบาลีของนิกายเถรวาทหนึ่ง พระอภิธรรมปิฎกฝ่ายสันสกฤตของนิกายสรวาสติวาทหนึ่ง และพระอภิธรรมปิฎกของลัทธิมหายานหนึ่ง สำหรับฝ่ายเถรวาทมีสมบูรณ์กว่าเพื่อน คือมีพร้อมทั้งอรรถกถา ฎีกา, อนุฎีกาและโยชนา ฝ่ายสันสกฤตอันดับสองก็แปลสู่จีนพากย์เป็นส่วนมาก ฝ่ายสันสกฤตอันดับสองก็แปลรักษาไว้ในจีนพากย์ไว้ได้มาก แต่พระอภิธรรมของลัทธิมหายานเป็นของกำเนิดขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๕ ล่วงแล้ว และไม่จัดเป็นปิฎกเพิ่ม มาจัดขึ้นต่อภายหลังอีกนานเรียกกันว่า “ศาสตร์” (หลุง) เป็นรจนาของคณาจารย์ต่าง ๆ แห่งมหายาน มีพระนาครชุน พระอสังคะ พระวสุพันธุ เป็นอาทิ ฉะนั้น ถ้าจะว่าไปแล้วก็เหลือ พระอภิธรรมปิฎก ๒ นิกายเท่านั้น คือ นิกายเถรวาทกับ นิกาย สรวาสติวาท ที่จัดได้ว่าเป็นของเก่าสืบมาแต่สมัยที่สอง