พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑ - สมัยพระอภิธรรมเป็นนิเทสของพระสูตร
๒. สมัยพระอภิธรรมเป็นนิเทสของพระสูตร
สมัยนี้ อันที่จริงก็มีมาพร้อมด้วยสมัยแรก แต่เนื่องจากมีลักษณะต่างกันอยู่บ้าง จึงแยกเป็นหัวข้ออีกส่วนหนึ่ง ก่อนจะอธิบาย จะต้องวินัจฉัยคำ ๒ คำว่าได้แก่อะไร คือคำว่า อภิธมฺเม อภิวินเย ๒ คำนี้มีปรากฏทั้งในพระสูตรและพระวินัยหลายแห่ง เช่นในกินติสูตรแห่งพระบาลีมัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์ มีคำว่า อภิธมฺเม คัมภีร์อรรถกถาแก้ว่า ได้แก่โพธิปักขิยธรรม ๓๒ แต่ในที่บางแห่ง อภิธมฺเม ไม่ได้หมายอย่างในกินติสูตรก็มี เพราะปรากฏว่าในพุทธกาล มีคณะภิกษุผู้เป็นอภิธรรมิกะ เช่น ในมหาโคสิงคสาลสูตร แห่งบาลีมัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์ พระสารีบุตรถามพระโมคคัลลานะว่า ธรรมชาติในป่าโคสิงคสาลวัน จะงามสมกับภิกษุผู้มีคุณรูปอย่างไร ? พระโมคคัลลานะ ตอบว่า ถ้ามีพระภิกษุร่วมสนทนาอภิธรรมกถาแก่กันและกันจักพึงงามสมยิ่ง อนึ่ง ในวินัยปิฎกมหาวรรคตอนมหาขันธกะ มีพระพุทธพจน์ว่าด้วยองค์กำหนดของผู้ไม่สมควรจะเป็นอุปัชฌายะ ๕ ข้อ มีอยู่ข้อหนึ่งว่า “น ปฏิพโล ฯลฯ อภิธมฺเม วิเน อภิวินเย วิเน แปลว่า ไม่สามารถที่จะแนะนำในอภิธรรมแนะนำในอภิวินัย......”
อรรถกถาแก้ความตอนนี้ว่า อภิธมฺเมติ นามรูปปริจฺเฉเท วิเน น ปฏิพโลติ อตฺโถฯ อภิวินเยติ สกเล วินยปิฏเก วิเนตุ น ปฏิพโลติ อตฺโถฯ ความว่า ไม่สามารถที่จะแนะนำในนามรูปปริเฉทการกำหนดแยกนามรูป ไม่สามารถที่จะแนะนำในวินัยปิฎกทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น อภิธมฺเม ซึ่งเป็นคำเก่า มีมาในพุทธกาล และพระบรมศาสดาก็ตรัสถึงจักหมายเอาอะไร ? ข้าพเจ้าใคร่สันนิษฐานว่า หมายเอาธรรมนิเทส ซึ่งพระบรมศาสดาไขอรรถด้วยพระองค์เองและธรรมนิเทส ซึ่งพระสาวกไขอรรถแห่งพระพุทธวจนะในรูปอภิปราย ปุจฉาวิสัชนากัน ในการอภิปรายไขอรรถพระพุทธวจนะ เพื่อความช่ำชองในอรรถธรรมของ พระสาวกนั้น จะต้องมีการตั้งหลักเกณฑ์บางอย่างขึ้นใหม่เพื่อประกอบการอธิบาย หรือมีการวางแนวอธิบายในหัวข้อประเด็นเดียว แต่มีวิธีการที่จะอธิบายต่างกัน ซึ่งปรากฏชัดในสมัยที่พระอภิธรรมได้ถูกรวบรวมขึ้นอีกปิฎกหนึ่ง อาจมีปัญหาขึ้นว่า คณะภิกษุสุตตันตธรกับภิกษุคณะอภิธรรมิกะต่างกันอย่างไร ? ขอตอบว่า คณะภิกษุสุตตันตธรย่อมดำรงอรรถแห่งพระสูตรทั้งหมด รวมทั้งเรื่องราวของเหตุการณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนภิกษุคณะอภิธรรมิกะนั้น จำทรงแต่เฉพาะที่เป็นแก่นธรรมล้วนๆ ในพระสูตร ซึ่งพระสาวกนำมาปุจฉาวิสัชนาแล้วรวบรวมขึ้นไว้ พูดง่าย ๆ คือ พระสูตรเป็นเรื่องราวของบุคคลาธิษฐาน เจือธรรมาธิษฐาน ส่วนพระอภิธรรมนั้นเป็นธรรมมาธิษฐานล้วน อภิธมฺเม ในสมัยนี้มีตัวอย่างให้เห็นได้ คือ คัมภีร์มหานิทเทส จุลนิทเทส และปฏิสัมภิทามัคค์ทั้ง ๓ คัมภีร์ ได้แยกตัวออกจากพระสูตร สงเคราะห์เข้าใน ขุททกนิกาย คัมภีร์มหานิเทส จุลนิทเทส แต่งอธิบายธรรมะ ในสุตตนิบาต ตอนอัฏฐวัคคิกะ กับตอนปรายนวรรค ส่วนคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์อธิบาย ปรมัตถธรรมที่สุขุมมาก ในฝ่ายสันสกฤตนิกายสรวาสติวาท ก็มี อภิธมฺเม รูปเค้าเดียวกัน คือคัมภีร์อภิธรรมสังคีติบรรยายปาทศาสตร์ ของพระสารีบุตรและคัมภีร์อภิธรรมสกันธปาทศาสตร์ ของพระโมคคัลลานะ ที่ว่าเหมือนกันก็คือ คัมภีร์ทั้งสองมีลีลาแก้พระสูตรอีกทีหนึ่ง ส่วน อภิวินเย หรือ อภิวินัย ก็ได้แก่การปุจฉาวิสัชนา อธิบายอรรถะแห่งพระวินัย ถ้าจะชี้ก็ขอชี้คัมภีร์มหาวิภังค์ ภิกขุนีวิภังค์ และคัมภีร์บริวาร มหาวิภังค์และคัมภีร์วิภังค์ ยังเจือพระพุทธพจน์ กับถ้อยคำของพระสาวกสาวิกา อธิบายพระพุทธพจน์อีกต่อหนึ่ง ส่วนคัมภีร์บริวารเป็นประชุมอธิบายข้อความสำหรับวินิจฉัยพระวินัย ตั้งเป็นรูปกระทู้แล้วอธิบายมีลักษณะเป็นอภิวินัยอย่างสมบูรณ์


ม.อุปริ. ๑๔/๔๔/๔๒ฯ
ม.มู. ๑๒/๓๗๔/๔๐๑ฯ