พระอภิธรรมปิฎก
บทที่ ๑ - สมัยพระอภิธรรมรวมอยู่ในฐานะพระสูตร

๑. สมัยพระอภิธรรมรวมอยู่ในฐานะพระสูตร
สมัยนี้เป็นสมัยที่พระอภิธรรมยังมิได้แยกตัวออกมาเป็นเอกเทศ ยังรวมตัวอยู่ในพระสูตรและยังมิได้ถูกเรียกว่าอภิธรรม ซึ่งพูดให้ถูกแล้วก็คือพระสูตรนี้เอง แต่เป็นพระสูตรซึ่งมีเค้าโครงของพระอภิธรรม อาทิ เช่น มหาสติปัฏฐานสูตร, สังคีติสูตร, ทสุตตรสูตร, มหาเวทัลลสูตร, จุลเวทัลลสูตร, สัมมาทิฏฐิสูตร ฯลฯ ซึ่งปรากฏในบาลีทีฆนิกาย, มัชฌิมนิกายและเนื้อธรรมบางหมวดในบาลีสังยุตตนิกายและอังคุตตรนิกาย แน่นอนเหลือเกินที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดพระอภิธรรม เช่น ในกรณีที่ทรงแสดงอุทเทสแห่งพระธรรมครั้นแล้วก็ทรงขยายความออกให้พิสดารเป็นนิเทส ทั้งนี้เพื่อให้เนื้อธรรมละเอียดกระจ่างชัดแก่พระสาวก ซึ่งเป็นเรื่องมีมากมายทั่วไปในพระบาลี และเป็นสาวกภาษิตก็มาก ในมหาสติปัฏฐานสูตรแห่งบาลีทีฆนิกาย มหาวรรค พระบรมศาสดาตรัสกระจายหมวดธรรมแต่ละหมวดของสติปัฏฐานทั้ง ๔ เช่น ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทรงจำแนกลักษณะของจิตไว้ ๑๖ อย่างคือ สราคจิต, วีตราคจิต, สโทสจิต, วีตโทสจิต, สโมหจิต, วีตโมหจิต, สังขิตตจิต, วิกขิตตจิต, มหัคคตจิต, อมหัคคตจิต, สอุตตรจิต, อนุตตรจิต, สมาหิตจิต, อสมาหิตจิต, วิมุตตจิต, อวิมุตตจิต, ซึ่งทำให้นึกถึงการจัดแบ่งประเภทจิตในพระอภิธรรมปิฎกว่า จะมีเค้ามาจากพระสูตรนี้ หนึ่งในสังคีติสูตรแห่งบาลีทีฆนิกายปาฏิกวรรค เป็นภาษิตของพระสารีบุตรธรรมเสนาบดี อธิบายลักษณะหมวดธรรมตั้งแต่หมวดหนึ่งถึงหมวดสิบ ในหมวดสามว่าด้วยรูปสังคหะ พระสารีบุตรแสดงว่า “รูปสังคหะ ๓ ประการนั้น เป็นไฉน ? คือ สนิทัสสนสัปปฏิฆรูป ได้แก่รูปที่เห็นได้กระทบได้, อนิทัสสนสัปปฏิฆรูป ได้แก่รูปที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป ได้แก่รูปที่เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้” อย่างนี้มีเค้าเป็นพระอภิธรรมชัด ๆ